วิ่งเข้าเดือนที่เก้า

อีก 4 เดือนก็จะครบรอบหนึ่งปีที่ฉันหันมาวิ่งอย่างจริงจัง จากวันแรกที่เริ่มวิ่งมาจนถึงวันนี้ นี่คือสิ่งที่ฉันอยากแบ่งปันเกี่ยวกับการวิ่ง

ฉันชอบวิ่งไปฟังเพลงไป

การวิ่งนานๆ แม้จะมีนกมีไม้ให้ชม แต่ความเบื่อก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน ฉันจึงเพิ่มความสนุกสนานด้วยเสียงเพลง ถ้าต้องวิ่งแบบควบคุมความเร็ว ฉันจะควบคุมจังหวะในการก้าวเพื่อให้การวิ่งนั้นมีประสิทธิภาพที่สุด โดยเปิดเพลง 180 bpm ล้วนๆ ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ดีมากๆ แต่ถ้าวิ่งแบบชิลๆ ไม่ต้องควบคุมความเร็ว ฉันจะฟังเพลงที่ชอบ ตามอารมณ์ขณะนั้นๆ

ความเจ็บปวด

ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะความเจ็บปวดกับการวิ่งเป็นของคู่กัน การเจ็บของร่างกายขณะวิ่งมีหลายแบบ ทั้งที่กล้ามเนื้อหรือข้อต่อ (ล้า, ปวด, เจ็บ) ระบบย่อยอาหาร (จุก) หรือระบบหายใจ (จุกเสียดบริเวณหน้าอก) ทั้งหมดนั้นล้วนเคยเกิดขึ้นกับฉันขณะวิ่งมาแล้ว

  • อย่างแรก อาการล้า เป็นปกติที่กล้ามเนื้อจะล้าเมื่อมีการใช้งานยาวนาน หนัก และต่อเนื่อง และกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ฝึกย่อมจะล้าได้ง่ายกว่ากล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึก ถ้าวิ่งก็มักจะล้าที่กล้ามเนื้อขาส่วนบน ดังนั้น เราต้องมีทั้งวันวิ่งและวันพักเพื่อให้กล้ามเนื้อมีเวลาฟื้นตัว อย่าลืมบริโภคโปรตีนให้เพียงพอ ก่อนวิ่งและหลังวิ่งก็ต้องยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วย ส่วนการนวดเบาๆ ก็ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายสบายดี
  • การปวด ฉันเคยปวดเท้าข้างขวาช่วงที่เพิ่งเปลี่ยนรองเท้าวิ่งคู่ใหม่ อาจเป็นเพราะพื้นรองเท้าไม่รับกับรูปเท้า ก็ใช้วิธีอดทนไปเรื่อยๆ ครั้งหนึ่งไปงานวิ่งฮาล์ฟฯ ที่ลำพูน (21 km) เริ่มปวดเท้าขวาตั้งแต่กิโลเมตรที่ 7 ฝืนวิ่งไปจนจบ ปวดเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังใช้รองเท้าคู่นั้นอยู่ กระทั่งผ่านไปประมาณสองเดือน เท้าและรองเท้าก็ปรับตัวเข้าหากันหรืออย่างไรไม่ทราบได้ แต่อาการปวดไม่กลับมาอีกเลย
  • สำหรับการเจ็บข้อต่อ (เข่าหรือข้อเท้า) มีช่วงหนึ่งฉันเจ็บเข่าข้างซ้าย คาดว่าเป็นเพราะการลงน้ำหนัก การกระแทก และท่าวิ่งที่ไม่ถูกต้อง ช่วงนั้นต้องพักวิ่งไปจนกระทั่งหายเจ็บ เมื่อกลับมาวิ่งแล้วก็พยายามวิ่งด้วยท่าที่ถูกต้อง ไม่วิ่งกระแทก ลงน้ำหนักให้นุ่มนวล
  • การจุกที่ระบบย่อยอาการ เกิดขึ้นกับฉันบ่อยมาก สมมติว่าวิ่ง 10 ครั้ง ฉันจะจุก 7 ครั้ง แม้จะงดดื่มน้ำ 1 ชั่วโมงก่อนการวิ่ง และงดกินอาหาร 3 ชั่วโมงก่อนการวิ่งแล้ว การจุกก็สามารถเกิดขึ้นได้ วิธีแก้คือวิ่งไปเรื่อยๆ ทนไป สักพักก็หายจุกเอง… จริงๆ
  • ครั้งแรกที่ฉันจุกเสียดบริเวณหน้าอกอย่างชัดเจน คือ กิโลเมตรที่ 19 ของการวิ่งฮาล์ฟฯ ที่กรุงเทพฯ คาดว่าสาเหตุมาจากการสำลักน้ำก่อนหน้านั้น ประกอบกับการฝืนวิ่งหนักเกินไป ตรงที่จุกเสียดน่าจะเป็นตำแหน่งของกระบังลม มันจะเจ็บจี๊ดทุกครั้งที่เป็นจังหวะหายใจเข้า ตอนนั้นแค่หายใจยังยากเลย จะวิ่งได้อย่างไร… ฉันจึงต้องหยุดวิ่ง เปลี่ยนเป็นเดิน พอความเจ็บบรรเทาก็วิ่งเหยาะๆ พอเจ็บมากอีกก็เดินอีก สลับไปเช่นนี้จนครบระยะ และหลังจากเข้าเส้นชัย (ร่างกายได้พัก) ก็หายเจ็บเลย หลังจากนั้น มีการวิ่งอีกสองสามครั้งที่ฉันจุกเสียดบริเวณหน้าอก ซึ่งน่าจะเกิดจากการวิ่งหนักเกินไป หรือฝืนวิ่งขณะที่ร่างกายไม่พร้อม หรือเพิ่มความเร็ว (ความหนัก) แบบพรวดพราด

แรงบันดาลใจ

แม้งานวิ่งแต่ละงานมีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมหลายร้อยบาท ซึ่งมักจะได้เสื้อและเหรียญที่ระลึกมาเก็บไว้เต็มบ้านอีก แต่ช่วงแรกๆ ที่ฉันเริ่มวิ่งใหม่ๆ ก็ได้งานวิ่งนี่แหละเป็นหมุดหมายให้ต้องฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง มิเช่นนั้น แรงบันดาลใจในการออกไปวิ่งในแต่ละวันจะไม่มี เพราะความขี้เกียจจะอยู่เหนือทุกสิ่งอย่าง

หลังจากผ่านช่วงแรกไป Challenge ใน Strava ได้กลายมาเป็นหมุดหมายใหม่ให้ฉันฝึกซ้อม เป้าหมายคือการวิ่งฮาล์ฟฯ ให้ได้เวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมง หรือวิ่งด้วยเพซ 5.41 (หรือไวกว่านี้) ตลอดระยะทาง 21.1 กิโลเมตร ซึ่งใน challenge นั้นมีตารางซ้อมมาให้พร้อมสรรพ ถ้าซ้อมได้ครบ 10 สัปดาห์ตามตาราง ก็ควรจะวิ่งได้ตามเป้าหมายนั้น ฉันก็พยายามซ้อมตามตาราง (ใช้คำว่า ‘พยายาม’ เพราะบางวันก็อู้ บางวันก็โกง) และก็วิ่งโดยที่รู้ตัวว่า ไม่ได้ตามเป้าแน่นอน (เพราะโกงไง คนเรา) สุดท้ายก็ฟาดไป 2 ชั่วโมง 20 นาที 2 วินาที ระยะทาง 21.2 กิโลเมตร (รายละเอียดอยู่นี่)

หลังจากนั้น แรงบันดาลใจในการออกไปวิ่งแต่ละครั้งของฉันก็คือ ความอยากวิ่งเอง เพราะวิ่งแล้วมันชื่นใจ  ไม่จำเป็นต้องมีงานวิ่งหรือการแข่งขันใดๆ มาเป็นหมุด (ประหยัดตังค์ได้เยอะ ฮ่าๆ)

ตอนนี้ก็ย่างเข้าเดือนที่ 9 ของการวิ่ง ฉันกำลังซ้อมตามตารางของ Garmin connect สำหรับซ้อมวิ่งมาราธอน ซ้อม 5 เดือน ยาวๆ (ไปกดกันได้นะ อยู่ในเมนู Training>>Training Plans มีหลายแพลนให้เลือก)

อย่างไรก็ตาม การไปร่วมงานวิ่งก็ยังเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานอยู่ เพราะได้พบปะผู้คน ได้เพื่อนใหม่ ได้บรรยากาศของการแข่งขัน ฉันจึงไปร่วมงานวิ่งอยู่บ้าง แต่ไม่ถี่เท่าช่วงที่วิ่งใหม่ๆ

วิ่งอย่างไรในงานวิ่ง

มีบทเรียน 2 ข้อสำคัญที่ฉันอยากแบ่งปัน เกี่ยวกับการวิ่งที่เป็นงานอีเว้นท์ หรือการแข่งขันวิ่ง

1. ถ้ายังไม่มีจังหวะ อย่าแซง

ทุกคนจะรู้ว่าช่วงปล่อยตัวของงานวิ่งทุกงาน ผู้คนจะแน่นขนัด เสียงนับถอยหลังของโฆษก เสียงปืนหรือพลุให้สัญญาณปล่อยตัว อาจช่วยสร้างบรรยากาศให้เกิดความฮึกเหิมและสนุกสนาน แต่เราจะไม่สามารถพุ่งตัวอย่างสง่างามตามภาพที่จินตนาการไว้ ร่างกายเล็กๆ ของเราจะเป็นแค่ส่วนเสี้ยวหนึ่งของคลื่นมนุษย์อันมหาศาล เราจึงต้องตามกระแสการไหลของคลื่นนั้นไปเรื่อยๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะเป็นการเดินด้วยความเร็วเท่ากับตอนเดินช้อปปิ้งในห้างก็ตาม

งานวิ่งแรกที่ฉันไปร่วม หลังจากปล่อยตัวหน้าเส้น ฉันก็พบว่าตัวเองอยู่ในคลื่นมนุษย์ ซึ่งก่อให้เกิดความหงุดหงิดรำคาญใจพอสมควร เพราะเวลาปกติที่ซ้อมวิ่งคนเดียว ไม่เคยต้องอยู่ในสภาวะที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว หรือเคลื่อนที่ได้ช้ากว่าที่ตั้งใจขนาดนี้ ด้วยความใหม่และมั่นใจแบบผิดๆ ฉันปีนขึ้นฟุตบาทเพื่อแซงนักวิ่งข้างหน้า เพราะเห็นหลายคนก็ปีน แล้วก็มารู้ทีหลังว่าการทำเช่นนั้นทำให้สิ้นเปลืองพลังงานอย่างไม่จำเป็น และยังเสี่ยงต่อการบาดเจ็บอีกด้วย

ตามธรรมดาของการวิ่ง คนจะกระจายตัวมากขึ้นเมื่อระยะทางผ่านไป ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือรอให้มีช่องว่างที่กว้างขึ้น แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มความเร็วอย่างไม่เร่งร้อน ถ้ายังไม่มีจังหวะที่แซงได้ ก็อย่าเพิ่งแซง เชื่อเถอะว่าตอนหลังจะมีช่องให้แซงอย่างโล่งเลยล่ะ

2. วิ่งเท่าที่ซ้อมมา

เช่นเดียวกับการปั่นจักรยาน การวิ่งก็เป็นการออกแรงอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อความปลอดภัย เราจะต้องรู้ขีดจำกัดของร่างกายว่าจะสามารถทำ (perform) ได้แค่ไหนในระยะทางที่ต้องวิ่ง โดยคอยสังเกตร่างกายของตัวเองว่าแบบนี้คือไหวหรือไม่ ควรออกแรงเบาลง คงไว้ หรือสามารถออกแรงมากขึ้นได้อีก ภายใต้ระยะทางที่เหลือ สภาวะอากาศ อุณหภูมิร่างกายขณะนั้นๆ และปัจจัยอื่นๆ

การรู้จักร่างกายตัวเองและวิ่งภายใต้ขีดจำกัดของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าเราออกแรงหนักเกินไป หัวใจทำงานหนักเกินไป อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ สำหรับคนที่ไม่มีอุปกรณ์วัดอัตราการเต้นของหัวใจอย่างฉัน ใช้วิธีสังเกตจากความเหนื่อยของตัวเอง การหายใจ ซึ่งช่วยให้ทราบโซนหรือช่วงของอัตราการเต้นของหัวใจได้คร่าวๆ ประกอบกับสังเกตความร้อนของร่างกาย และสัญญาณเตือนอื่นๆ เช่น การจุกเสียดบริเวณหน้าอก

เมื่อไปงานวิ่ง ถ้าช่วงก่อนหน้านั้นฉันซ้อมตามตาราง ไม่ขี้เกียจ ไม่อู้ ฉันจะวิ่งได้ดี ไม่เหนื่อย ไม่ฝืน เพราะมันคือการทำในสิ่งที่ร่างกายฝึกมาเพื่อทำแบบนี้อยู่แล้ว ความสุขจากการวิ่งไม่ได้มาจากการแซงคนอื่นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่มาจากการได้ควบคุมร่างกายของตัวเองให้ perform ในสิ่งที่ฝึกซ้อมมาได้อย่างงดงาม หรือก็คือ ได้เห็นตัวเองแข็งแรงและโลดแล่นนั่นเอง การเพิ่มความเร็วจะไม่ใช่เพื่อแซงคนข้างหน้า แต่จะเป็นการเพิ่มความเร็วเพราะรู้ว่าร่างกายนี้สามารถวิ่งหนักขึ้นได้อีก และการเพิ่มความเร็วจะไม่เกิดขึ้น ในจังหวะที่ฉันรู้ว่านี่คือตัวฉันในเวอร์ชั่นที่เต็มที่ที่สุดแล้ว

สุดท้ายท้ายสุด

อยากจะบอกว่า ตอนที่วิ่งเดือนแรกๆ ฉันก็สามารถวิ่งมินิมาราธอนด้วยเพซประมาณ 5.5 ได้เหมือนกัน แต่จะมีสภาพคือหอบ เหนื่อย และเยินมาก แต่หลังจากวิ่งอย่างสม่ำเสมอจนย่างเข้าเดือนที่ 9 ฉันก็วิ่งมินิฯ เพซประมาณ 5.5 เท่าเดิมนี่แหละ แต่ด้วยสภาพของคนที่สวยและแข็งแรง หายใจชิลๆ วิ่งเสร็จก็เดินชิลคุยเม้าท์กับเพื่อนเหมือนไม่ได้ไปเหนื่อยอะไรมาเลย และนี่คือความประทับใจที่ฉันได้จากการวิ่ง… ขอบคุณค่ะ

เครดิตภาพ: ขอบคุณภาพประกอบสวยๆ จากเพจ Photography TK ค่ะ

Advertisements

เราซื้อบ้านตอนอายุประมาณยี่สิบ

ระหว่างรอให้เครื่องซักผ้าที่ตั้งอยู่ตรงระเบียงทำงานของมัน เราเปิดน้ำที่อ่างล้างจาน หยิบฟองน้ำแล้วกดน้ำยา ขณะล้างจานชามและอุปกรณ์ที่ใช้ทำแพนเค้กในมื้อเช้า เรามองออกไปนอกระเบียง แสงแดดแรกของวันส่องผ่านเมฆกลุ่มหนา เฉียงมาตรงต้นไม้กระถางที่เราเพิ่งรดน้ำไปพอดิบพอดี เห็นแดดแบบนี้ก็อุ่นใจแล้วว่า วันนี้ผ้าจะหอมกรุ่น

เราเป็นมนุษย์วัยยี่สิบต้นๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่เราซื้อให้ตัวเอง กระทั่งเฟอร์นิเจอร์และข้าวของต่างๆ ก็ใช้เงินตัวเองแลกมา เมื่อเราทำงานและมีรายได้ ตัวเลขในปฏิทินที่เพิ่มขึ้นก็หมายถึงการลดลงของหนี้สินและการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป Continue reading

นี่แหนะ เอาเงินไป


การขี่รถสองล้อที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไปท่ามกลางยานพาหนะอีกมหาศาลบนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร คือการนำชีวิตไปเผชิญความเสี่ยง และเอาจิตใจไปรองรับอารมณ์ขุ่นมัวอันคาดเดาไม่ได้ของเหล่าสารถีที่หลงลืมไปว่าตนเองมีอำนาจควบคุมรถยนต์เพียงหนึ่งคัน หาใช่ถนนทั้งเส้น หรือโลกทั้งใบ

ท้องถนนอันแออัดทำให้ฉันเห็นว่า ลึกๆ แล้วความปรารถนาของมนุษย์ยิ่งใหญ่เกินกว่าอำนาจที่มี และบ่อยครั้งก็แสดงออกมาในรูปแบบของความกราดเกรี้ยวเกินจำเป็น เพราะอย่างน้อยการทำเช่นนั้นก็ให้ความรู้สึกว่าตนอยู่เหนือสรรพสิ่ง บางครั้งพวกเขาทำราวกับว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไม่ใช่ชีวิต หลายครั้งฉันจึงหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญกับความเกรี้ยวกราดนี้ ด้วยการโยนเงินจำนวนหนึ่งให้คนแปลกหน้าแล้วเข้าไปนั่งในยานพาหนะของเขา โดยมีความคิดที่ไม่ได้พูดออกไปว่า… Continue reading

My Netflix 2017

ธันวาคมเป็นเดือนแห่งการทบทวนสิ่งที่ทำในสิบสองเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นเดือนสุดท้ายที่ปี 2017 จะอยู่กับเรา ในเมื่อปีหน้าจะเป็นปีอื่น ปีอื่น และปีอื่นต่อๆ ไป 2017 จึงอาจถูกลบจนค่อยๆ เลือนหาย ทางหนึ่งที่จะเก็บมันไว้ได้ก็คือผ่านการบันทึกนี่แหละ

2017 เป็นปีที่ฉันเริ่ม subscribe สิ่งที่โลกเรียกว่า ‘Netflix’ พร้อมๆ กับได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของวิถีการดูหนัง ทั้งของตัวเองและของผู้คนร่วมยุคสมัย ว่ากันจริงๆ ความเปลี่ยนแปลงนี้ก็มาพร้อมๆ กับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตนั่นล่ะ เราใช้การสตรีมออนไลน์เป็นช่องทางรับชมภาพยนตร์อย่างถูกกฎหมาย เช่นเดียวกับการรับชมจากวิดีโอ ซีดี และดีวีดีในยุคก่อน เราเริ่มดูหนังที่โรงภาพยนตร์น้อยลง เนื่องจากในโลกออนไลน์มี Netflix Original Series เจ๋งๆ ตั้งหลายเรื่อง และเมื่อประกอบกับเหตุผลหลายๆ ข้อ (เช่น ต้นทุนการดูหนัง ความยืดหยุ่นของเวลาและสถานที่ ความรักในความเป็นส่วนตัวที่มากขึ้น ฯลฯ) อาจทำให้กล่าวได้ว่า Netflix กำลัง disrupt วงการภาพยนตร์แบบดั้งเดิม แต่เราจะไม่พูดถึงประเด็นนั้นก็แล้วกันนะ

Continue reading

เมื่อฉันเข้าเมืองด้วยรถเมล์

เมื่อวานนี้เป็นวันที่ฉันย้ายมาอยู่เขตบางซื่อครบ 1 เดือนพอดี

ทุกครั้งที่ย้ายที่อยู่ ก็ต้องมีการทำความรู้จักกับถิ่นใหม่ในเรื่องของกิน ร้านรวงต่างๆ สถานที่ใกล้เคียง และที่สำคัญคือ วิธีการเดินทาง

ก่อนหน้านี้ฉันเคยอยู่สามย่าน เขตปทุมวัน การเดินทางหลักคือเดินเท้า เพราะเรียนที่นั่น ต่อมาขยับไปอยู่ไกลขึ้นนึดนึงในเขตลุมพินี ก็เริ่มใช้จักรยานเป็นพาหนะหลัก จากนั้นก็ย้ายไปอยู่เขตพระโขนงช่วงสั้นๆ ก็ยังคงใช้จักรยาน เพิ่มเติมคือรถไฟฟ้า เพราะที่พักอยู่ใกล้สถานี คือวันไหนอากาศดีก็ใช้จักรยาน บางวันก็เอาจักรยานขึ้นรถไฟฟ้าไป

หลังจากเรียนจบฉันย้ายไปอยู่ย่านรัชดา-ดินแดง ยังใช้จักรยานเป็นพาหนะหลัก ใช้รถไฟใต้ดินบ้าง และบางวันก็เอาจักรยานพับไปลงเรือคลองแสนแสบ ขอโน้ตไว้ตรงนี้ว่า สมัยเรียน เวลาเดินทางข้าวของไม่ได้เยอะมาก ทำให้ปั่นจักรยานอย่างเบาสบายตัว แต่พอทำงานฉันต้องพกโน้ตบุ๊กไปโน่นมานี่ประจำ จึงใช้แร็คและกระเป๋าจักรยานติดท้ายรถเพื่อจะได้ไม่ต้องแบกน้ำหนักเอง

ต่อมาฉันย้ายไปอยู่ย่านปิ่นเกล้า มีความจำเป็นต้องเดินทางเข้าตัวเมืองอยู่เสมอ และนี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฉันใช้จักรยานเดินทางน้อยลง

Continue reading