My Netflix 2017

ธันวาคมเป็นเดือนแห่งการทบทวนสิ่งที่ทำในสิบสองเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นเดือนสุดท้ายที่ปี 2017 จะอยู่กับเรา ในเมื่อปีหน้าจะเป็นปีอื่น ปีอื่น และปีอื่นต่อๆ ไป 2017 จึงอาจถูกลบจนค่อยๆ เลือนหาย ทางหนึ่งที่จะเก็บมันไว้ได้ก็คือผ่านการบันทึกนี่แหละ

2017 เป็นปีที่เราเริ่ม subscribe สิ่งที่โลกเรียกว่า ‘Netflix’ พร้อมๆ กับได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของวิถีการดูหนัง ทั้งของตัวเองและของผู้คนร่วมยุคสมัย ว่ากันจริงๆ ความเปลี่ยนแปลงนี้ก็มาพร้อมๆ กับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตนั่นล่ะ เราใช้การสตรีมออนไลน์เป็นช่องทางรับชมภาพยนตร์อย่างถูกกฎหมาย เช่นเดียวกับการรับชมจากวิดีโอ ซีดี และดีวีดีในยุคก่อน เราเริ่มดูหนังที่โรงภาพยนตร์น้อยลง เนื่องจากในโลกออนไลน์มี Netflix Original Series เจ๋งๆ ตั้งหลายเรื่อง และเมื่อประกอบกับเหตุผลหลายๆ ข้อ (เช่น ต้นทุนการดูหนัง ความยืดหยุ่นของเวลาและสถานที่ ความรักในความเป็นส่วนตัวที่มากขึ้น ฯลฯ) อาจทำให้กล่าวได้ว่า Netflix กำลัง disrupt วงการภาพยนตร์แบบดั้งเดิม แต่เราจะไม่พูดถึงประเด็นนั้นก็แล้วกันนะ

มีหลายข้อที่เป็นความขัดใจของเราเมื่อแรกใช้ Netflix นั่นคือ มันไม่มีหนังดีๆ หลายเรื่องที่เราอยากจะดู พอลองเสิร์ช Google ก็พบว่า แท้จริงแล้วหนังเหล่านี้มีใน Netflix แต่ไม่สามารถดูได้ใน region ที่เราอยู่ แถมยังโกงด้วย vpn ก็ไม่ได้ เพราะ Netflix รู้ทันเราหมด ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่หนังบางเรื่องรับชมไม่ได้ในบาง region นั้นเป็นเพราะ Netflix ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์หนัง ซึ่งถ้าให้ดูได้ครบทุก region ก็จะต้องจ่ายแพง ดังนั้น Netflix จึงทำวิจัย (research) สำรวจว่าผู้คนในแต่ละ region จะนิยมดูหนังเรื่องหนึ่งๆ มากน้อยแค่ไหน เพื่อเป็นการ maximize profit ของ Netflix เอง…

ถึงอย่างนั้น ก็มีหนังที่เราดูแล้วติดงอมแงม ‘Orange Is the New Black’ เป็นเรื่องแรกที่ดูแล้วรักเลย รักตั้งแต่ฉากแรกที่ดูเลย ชอบจังหวะการดำเนินเรื่อง ความจริงของชีวิตที่เราได้เห็นในจอ และเรื่องนี้เป็น Netflix Original Series มันจึงติดอยู่ในใจเราตั้งแต่ตอนนั้นว่า Netflix Original Series คือสิ่งที่เจ๋งและดีงาม

หลังจากนั้น Netflix ก็เริ่มแนะนำหนังได้ตรงกับความชอบของเรามากขึ้น เพราะระบบเบื้องหลังของ Netflix ได้เก็บข้อมูลจากการใช้ของเรา นั่นคือ การดูหนัง การกดไลก์ แล้วนำไปวิเคราะห์ว่าเราชอบดูหนังแบบไหน หนังเรื่องไหนที่เราน่าจะชอบ ซึ่งก็ช่วยทำให้ประสบการณ์การใช้ Netflix ของเรานั้นดีและดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่า เออ หนังที่เคยอยากดู ยังไม่ดูก็ได้ เพราะยังมีหนังดีๆ อีกหลายเรื่องรอให้เราดูอยู่ใน My List ที่เราสร้างไว้ ใน Netflix

พูดถึงระบบเบื้องหลัง Netflix มีวิธีการอันแยบยลที่ทำให้เราดูต่อไปเรื่อยๆ แม้จะจบตอนหรือจบเรื่องแล้ว นั่นคือการแนะนำ (suggest) ตอนใหม่มาให้ และเพียงเรากดปุ่ม play มันก็เริ่มเรื่องใหม่ให้เลย แถมยังมีการข้าม intro ให้ด้วย เรียกได้ว่าไร้รอยต่อ (seamless) มากๆ ยังไม่นับรวมธรรมชาติของ series ที่มักจะตัดต่อให้ตอนจบมีประเด็นค้างคาที่กระตุ้นให้เราอยากดูตอนต่อไปอยู่แล้ว ช่วงหลังๆ เราเลยเอาชนะเทคนิคนี้โดยการกด pause ไว้ในช่วงกลางเรื่องแล้วหยุดดูซะเลย คือเลือกตัดจบด้วยตัวเองตรงช่วงกลางๆ ที่ไม่พีค

และนี่คือรายนามหนัง 11 เรื่องจาก Netflix ที่ได้เวลาของเราในปี 2017 ไปทั้งหมด 10,259 นาที หรือ 170 ชั่วโมง 59 นาที หรือเท่ากับ 7 วัน กับอีก 3 ชั่วโมง!

netflix2017

1. Orange Is the New Black

เรื่องราวในเรือนจำหญิงในสหรัฐอเมริกา สร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกัน เขียนโดย Piper Kerman อดีตนักโทษหญิงที่ไม่เพียงเล่าประสบการณ์ของตัวเองผ่านตัวหนังสือ แต่ยังชี้ให้เห็นปัญหาในระบบการคุมขังนักโทษ ซึ่งเชื่อมโยงอยู่กับปัญหาสังคมต่างๆ ที่เราดูแล้วรู้สึกว่า จริง จริง จริง และจริงที่สุด มีหลายประเด็นทางสังคมที่หนังถ่ายทอดออกมา ทั้งการเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ เหยียดเพศ ความคลั่งศาสนา ความรุนแรงในครอบครัว ความยากจน สิทธินักโทษ ความเป็นมนุษย์ ความหลากหลายทางเพศ การคอรัปชั่นของพัศดี การใช้อำนาจของผู้คุม จำนวนประชากรนักโทษที่มากเกินไป การคืนนักโทษสู่สังคม ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของปัจเจกบุคคล เรื่องราวของนักโทษแต่ละคน ชีวิต ความรัก ความฝัน เพื่อน และครอบครัว บางเรื่องทำให้รู้สึกอบอุ่น บางเรื่องทำให้รู้สึกเจ็บปวด ได้เห็นว่าคนเรามีเรื่องราวเบื้องหลังที่แตกต่างกัน และการถูกจองจำทำให้บางอย่างได้รับการปลดปล่อย

Note: Rated 16+ (Language, Sex, Nudity, Violence)

netflix20172

2. Gossip Girl season 5 and 6

เป็นซีรี่ส์อีกเรื่องที่โปรดปราน ดูถึง season 4 ตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย แล้วก็เว้นไปเลย กลับมาดูอีกครั้งหลังจากเรียนจบแล้วนี่แหละ ตัวละครก็เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วเช่นกัน ยังคงสนุกสนานและเพลิดเพลินอย่างเคยสำหรับความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิง ความรักที่ไม่จีรัง เพื่อนและศัตรู ทุกอย่างล้วนลื่นไหลและเปลี่ยนแปลง ภายในสังคมที่มีทั้งคนวงนอก คนวงใน วิถีชีวิตอันหรูหราและความแฟชั่น สุดท้ายมีเฉลยว่าใครเป็น Gossip Girl

netflix20173

3. Chasing Coral (2017)

เป็นสารคดีที่ชี้ให้เห็นสภาวะของปะการังทั่วโลกทุกวันนี้ ว่ามันกำลังตายลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก เราติดตามเรื่องไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็พบว่าตัวเองร้องไห้ให้ปะการัง คือ… มันเศร้าจริงๆ นะ

netflix20174

4. Argo (2012)

เป็นเรื่องที่เราอยากดูและ Netflix ก็มีให้ดู 🙂 หนังสร้างโดยอิงจากเรื่องจริงของ CIA เมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว ที่มีเหตุความไม่สงบทางการเมืองในประเทศอิหร่าน แล้วเจ้าหน้าที่ในสถานทูตอเมริกาก็ถูกจับเป็นตัวประกัน มีกลุ่มหนึ่งหลบหนีได้ แต่ต้องซ่อนตัว ไม่สามารถออกจากอิหร่านได้ แล้ว CIA ก็วางแผนเพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้กลับประเทศ

netflix20175

5. Easy

เรื่องนี้ดูเพราะ Netflix แนะนำขึ้นมาให้ดู หลังจากอ่านแนวเรื่องแล้วก็พบว่าน่าสนุกดี แต่ละตอนย่อยเป็นเรื่องราวของต่างตัวละคร ต่างสถานการณ์ จบในตัวเอง บางครั้งตัวละครไปปรากฏในตอนอื่น และบางตอนใน season 2 เล่าต่อจากตอนใน season 1 ด้วย น่าจะเรียกว่าเป็นหนังที่เน้นบทสนทนา ซึ่งช่วยถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกของตัวละครในขณะที่ทำหรือตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ และยังทำให้เห็นความสัมพันธ์กับตัวละครอื่นๆ

netflix20176

6. First Love (2016)

หลวมตัวดูตอนแรกไปแล้ว ก็เลยต้องดูไปจนจบ เพราะอยากรู้ว่า ‘เมี่ยวเหมี่ยว’ เป็นลูกใคร เกิดอะไรขึ้นกับ ‘เสี่ยวเหมิง’ ที่สหรัฐอเมริกา ทำไมหายไปตั้ง 8 ปีโดยไม่ติดต่อกลับมา หนังผูกปมไว้อย่างนี้ แล้วเฉลยในตอนท้ายๆ ซึ่งนับว่าใจร้ายมาก แต่สิ่งที่ทำให้เราติดตามเรื่องนี้นอกเหนือจากความอยากรู้ตอนจบ คือเราอยากทำความรู้จักมนุษย์แบบ ‘จ้ายจุน’ ผู้ชายตัวคนเดียวที่เพิ่งเรียนจบ ได้งานทำ ก็ลาออกจากงาน ยอมทิ้งความฝัน เพื่อเลี้ยงดูทารกน้อยซึ่งเป็นลูกของผู้หญิงที่ตัวเองรัก จนเติบโตเป็นเด็กหญิงอายุ 8 ขวบที่น่ารักและงดงาม นับว่าเป็น 40 ตอนที่อิ่มมาก ชอบความภาพสวย ฉากสวย ทุกสิ่งสวย เรียกว่ามีความเนี้ยบ มีการประดิษฐ์ประมาณหนึ่ง ดูเพลิน และเพลงประกอบก็เพราะดี

netflix20177

7. Black (2017)

สำหรับเรื่องนี้ หากเสิชแฮชแทก #Black #블랙 ในทวิตเตอร์ก็จะพบเสียงชื่นชมผสมกับเสียงก่นด่าของผู้ชมอย่างกว้างขวาง เป็นซีรี่ส์แนวสืบสวนที่ลึกลับ ซับซ้อน มีเงื่อนงำ มีปมในปม ในปม และในปมอีกทีหนึ่ง จังหวะการดำเนินเรื่องกำลังพอดี ไม่น่าเบื่อ แต่ด้วยความซับซ้อนทำให้ต้องค่อยๆ เล่า ค่อยๆ คลายปม มีความตลกโปกฮา ความเศร้า ความรัก และความตื่นเต้นในเรื่องเดียว (ป.ล. ยังดูไม่จบ เหลืออีก 2 ตอนซึ่งกำลังจะมาในวันเสาร์ที่จะถึงนี้)

netflix20178

8. Black Mirror

เป็นซีรี่ส์ที่แต่ละตอนย่อยเล่าเรื่องของตัวเอง จบในตัวเอง มีสิ่งหนึ่งร่วมกันคือทุกเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ปรัชญากับเทคโนโลยี หรือจริยศาสตร์กับเทคโนโลยี เป็นประเด็นอันน่าครุ่นคิดซึ่งเล่าออกมาได้อย่างเฉียบคม ทั้งน่าหดหู่ใจในขณะเดียวกัน เหมือนเริ่มจากการตั้งคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งเทคโนโลยีหนึ่งถูกพัฒนาไปจนถึงจุดหนึ่ง ผู้คนจะเป็นอย่างไร โลกจะดีอย่างไร แล้วถ้าลองเอา ‘กระจกสีดำ’ ส่องดูล่ะ? หรือก็คือ ด้านที่มืดดำที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่มีเทคโนโลยีนั้นๆ จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งจริงๆ บางเทคโนโลยีก็มีแล้ว และเราก็กำลังใช้อยู่ในขณะนี้ อย่างเช่นการติด Hashtag ใน Twitter (ที่นำไปสู่คดีฆาตกรรมต่อเนื่องและสามารถเป็น scale ใหญ่ระดับโลกได้), Social Media (ที่ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์หรือหน้าตา แต่เป็นตัวกำหนดระดับชั้น (class) และสถานะทางสังคม (social status) เมื่อทุกสิ่งในชีวิตขึ้นอยู่กับการกดไลก์หรืออันไลก์จากคนอื่น) และเทคโนโลยีอีกหลายอย่าง บอกเลยว่าไม่ควรพลาดแม้แต่ตอนเดียว

netflix20179

9. Alias Grace (2017)

ชื่อเรื่องแปลว่า ‘หรือที่รู้จักกันในชื่อ Grace’ สำหรับใครที่ชอบเสพความหดหู่เพราะรู้สึกว่าชีวิตยังหดหู่ไม่พอ ไม่ควรพลาดเรื่องนี้ หนังสร้างโดยอิงจากคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นจริงในยุควิคตอเรียน (ปี 1843) ในประเทศแคนาดา เกรซซึ่งเป็นคนรับใช้ในบ้านที่เกิดเหตุ ไม่สามารถจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ จึงตัดสินไม่ได้ว่าเธอบริสุทธิ์หรือไม่ เกรซจึงถูกจองจำอยู่ในคุก สิบห้าปีผ่านไป ดอกเตอร์จอร์แดนซึ่งเป็นจิตแพทย์ก็อาสามาช่วยค้นหาความจริง ในแต่ละตอน เกรซจะค่อยๆ เล่าเรื่องราวชีวิตของตนเองให้ดอกเตอร์จอร์แดนฟัง ผู้ชมจึงเห็นความลึกลับที่ค่อยๆ คลี่คลาย แล้วจึงกระจ่างในตอนสุดท้าย

netflix201710

10. 100 Meters (2016)

ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง และอุทิศให้ผู้ป่วยโรค multiple sclerosis (MS) โดยหนังได้สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้มากขึ้น ปกติร่างกายทำงานได้เพราะสมองสั่งให้ทำงาน และเมื่ออวัยวะได้สัมผัสอะไร ก็จะส่งกระแสประสาทไปยังสมองเพื่อประมวลผลและรับรู้ แต่ผู้ป่วยโรคนี้คือ สมองสั่งแล้ว แต่คำสั่งนั้นไม่สามารถไปถึงอวัยวะต่างๆ ได้ อวัยวะรับสัมผัสมา แต่สมองไม่ได้รับรู้ เพราะกระบวนการสื่อกระแสประสาทมีปัญหา ผู้ป่วยแต่ละคนมีอาการเริ่มแรกแตกต่างกัน เช่น แขนขาเริ่มขยับไม่ได้ หูเริ่มไม่ได้ยิน ตาเริ่มมองไม่เห็น ซึ่งจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

รามอนเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ แล้วผู้ป่วยที่เป็นมาก่อนก็บอกรามอนว่า “ภายในหนึ่งปีนับจากนี้ ระยะแค่ 100 เมตรคุณก็เดินไม่ได้แล้ว” รามอนจึงท้าทายตัวเองด้วยการลงแข่งขัน ‘ไอรอนแมนไตรกีฬา’ คือว่ายน้ำ 3.8 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 180 กิโลเมตร ต่อด้วยวิ่ง 42 กิโลเมตร ภายใน 17 ชั่วโมง และนี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของผู้ชายที่ชื่อ รามอน อาร์โรโย

netflix201711

11. The Silenced (2015)

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นสายดาร์ก เรื่องราวในภาพยนตร์เกิดขึ้นในปี 1938 ในโรงเรียนประจำของนักเรียนหญิงล้วนที่ตั้งอยู่ในกรุง Gyeongseong (ชื่อเดิมของกรุงโซล) ประเทศเกาหลีใต้ เราขออธิบายเรื่องนี้เป็นคำสั้นๆ ว่า ความแปลก, ความลับ, ความน่ากลัว, ความตาย เบื้องหน้า, เบื้องหลัง และความพังพินาศ

 

Advertisements

เมื่อฉันเข้าเมืองด้วยรถเมล์

เมื่อวานนี้เป็นวันที่ฉันย้ายมาอยู่เขตบางซื่อครบ 1 เดือนพอดี

ทุกครั้งที่ย้ายที่อยู่ ก็ต้องมีการทำความรู้จักกับถิ่นใหม่ในเรื่องของกิน ร้านรวงต่างๆ สถานที่ใกล้เคียง และที่สำคัญคือ วิธีการเดินทาง

ก่อนหน้านี้ฉันเคยอยู่สามย่าน เขตปทุมวัน การเดินทางหลักคือเดินเท้า เพราะเรียนที่นั่น ต่อมาขยับไปอยู่ไกลขึ้นนึดนึงในเขตลุมพินี ก็เริ่มใช้จักรยานเป็นพาหนะหลัก จากนั้นก็ย้ายไปอยู่เขตพระโขนงช่วงสั้นๆ ก็ยังคงใช้จักรยาน เพิ่มเติมคือรถไฟฟ้า เพราะที่พักอยู่ใกล้สถานี คือวันไหนอากาศดีก็ใช้จักรยาน บางวันก็เอาจักรยานขึ้นรถไฟฟ้าไป

หลังจากเรียนจบฉันย้ายไปอยู่ย่านรัชดา-ดินแดง ยังใช้จักรยานเป็นพาหนะหลัก ใช้รถไฟใต้ดินบ้าง และบางวันก็เอาจักรยานพับไปลงเรือคลองแสนแสบ ขอโน้ตไว้ตรงนี้ว่า สมัยเรียน เวลาเดินทางข้าวของไม่ได้เยอะมาก ทำให้ปั่นจักรยานอย่างเบาสบายตัว แต่พอทำงานฉันต้องพกโน้ตบุ๊กไปโน่นมานี่ประจำ จึงใช้แร็คและกระเป๋าจักรยานติดท้ายรถเพื่อจะได้ไม่ต้องแบกน้ำหนักเอง

ต่อมาฉันย้ายไปอยู่ย่านปิ่นเกล้า มีความจำเป็นต้องเดินทางเข้าตัวเมืองอยู่เสมอ และนี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฉันใช้จักรยานเดินทางน้อยลง

จุดเริ่มต้นของการใช้รถเมล์

ปิ่นเกล้าเป็นย่านที่อยู่ฝั่งธนบุรี การเดินทางเข้าเมืองต้องข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งจะตรงมาที่สนามหลวง ผ่านย่านกรุงเก่า ชุมชนเก่า แล้วเข้าสู่สยาม (หรือหากใช้รถยนต์สามารถข้ามสะพานพระราม 8 ได้)

ด้วยความที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง (ระยะทางประมาณ 7-8 กม.) รถไม่ติดถึงขั้นสาหัส รถเมล์จึงเป็นทางเลือกที่ถือว่าใช้ได้ในการเดินทางเข้าเมืองใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงหากรถไม่ติด หรือหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ในชั่วโมงเร่งด่วน โดยมี 2 สายหลักคือ ปอ.79 และ ปอ.511 เพื่อนคู่คิดมิตรคู่ยากที่พาชาวปิ่นเกล้าเข้าเมืองอย่างสะดวกสบาย เป็น 2 สายที่เชื่อมั่นได้ว่า ถ้ารอแล้วจะมาอย่างแน่นอน เวลารอเฉลี่ยราวๆ 15-30 นาที น้อยครั้งที่รอนานกว่านั้น

อันที่จริงระยะทางประมาณนี้ ถือว่าสบายๆ สำหรับการใช้จักรยาน ฉันใช้เวลาประมาณ 40 นาทีปั่นจากปิ่นเกล้าเข้าตัวเมือง แต่สาเหตุที่ฉันไม่นิยมการปั่น คือ 1.สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และ 2.น้ำหนักของสัมภาระที่ต้องแบกไป ใช่แล้ว ฉันหมายถึง ความชันและน้ำหนัก ซึ่งมันหมายถึงเรี่ยวแรงและพลกำลังที่ต้องใช้มากขึ้น ระยะประมาณ 300 เมตรที่เป็นช่วงขึ้นสะพานนั้น คือปั่นแล้วเหนื่อยมากๆ ในมโนภาพของฉัน สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าคือภูเขาขนาดย่อมลูกหนึ่ง ที่เมื่อมองเข้าไปในตัวเมืองแล้วก็จะเห็นภูเขาลูกนี้กั้นอยู่ตรงกลาง แค่คิดถึงว่าจะต้องข้ามไปก็เหนื่อยแล้ว

ดังนั้น ฉันจึงเลือกที่จะฝากฝังการเดินทางไว้กับ ปอ.79 และ ปอ.511 แต่ถ้าจะไปซื้อของ ซื้อกับข้าวแถวๆ ที่พัก หรือไปกินร้านอร่อยย่านบางขุนนนท์ ก็จะปั่นจักรยานไป

สู่ย่านบางซื่อ

อย่างที่เกริ่นไว้แล้ว ฉันเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ย่านบางซื่อ เป็นคอนโด high-rise ที่อยู่บนถนนประชาชื่นและมีทางออกไปทะลุถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี สถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดคือ บางซ่อน ซึ่งเป็นสายสีม่วง อยู่ในระยะเดินถึง แต่ถ้าบอกกับคนทั่วไปว่า “อยู่บางซ่อนจ้ะ” จะไม่มีใครรู้จัก ต้องบอกว่า “อยู่ใกล้ๆ โลตัสเตาปูนจ้า” ซึ่งถ้ามาจากทางเหนือ คอนโดอยู่ก่อนถึงโลตัสเตาปูนประมาณ 1.4 กิโลเมตร

เหตุที่เลือกที่นี่เพราะหวังพึ่งพารถไฟฟ้า เนื่องจากเป็นการเดินทางที่รู้เวลาแน่นอน ไม่ขึ้นอยู่กับรถติด และมีความสะดวกสบายเป็นอย่างมาก ทีนี้อยู่ไปได้ระยะหนึ่งก็พบว่า การเปลี่ยนสายจากรถไฟฟ้า MRT ไปรถไฟฟ้า BTS ที่สถานีจตุจักรนั้น หมายถึงต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะต้องจ่ายค่าแรกเข้า 2 ต่อ

ระหว่างที่รอคอยด้วยความหวัง ว่าวันหนึ่งวันใดในอนาคต จะมีบริษัทกลางมาบริหารจัดการค่าโดยสารของ BTS และ MRT ให้เชื่อมกันนั้น ฉันก็หันมาดูเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ยาก… รถเมล์นั่นเอง

ฉันค้นพบว่า ตำแหน่งที่ฉันอยู่ สามารถเข้าเมืองด้วยรถเมล์ได้ง่ายมากๆ คือต่อเดียวถึง และเป็นรถ ปอ.ด้วย ระยะทาง 10 กิโลเมตรเศษ ใช้เวลาเดินทางด้วยราว 40 นาทีในชั่วโมงไม่เร่งด่วน ในราคา 15-17 บาท แต่หากเป็นชั่วโมงเร่งด่วนฉันจะไม่เลือกใช้รถเมล์ เพราะ trade-off ไม่คุ้ม จะเลือกระบบรางแทน เช่นเดียวกับวันที่ต้องการไปให้ถึงที่หมายในตัวเมืองในเวลาที่แน่นอน ก็จะเลือกใช้ระบบรางเช่นกัน

ขากลับมาคอนโด บ่อยครั้งที่ฉันเลือกใช้รถเมล์ เนื่องจากเป็นช่วงค่ำและตัดปัจจัยที่ว่าต้องตรงเวลาออกไป สายที่ขึ้นคือ ปอ.50 และ ปอ.505 ซึ่งรู้สึกว่าไม่ได้วิ่งถี่นัก ต้องรอนานร่วมชั่วโมง มีครั้งหนึ่งฉันเดินกำลังจะถึงป้าย Central Worl เพื่อรอขึ้น ปอ.505 ก็เห็นว่า ปอ.505 เพิ่งเข้าป้ายและออกตัวไป เมื่อนั้นฉันจึงวิ่งอย่างไว ไปยังป้ายถัดไปคือหน้าพันทิพย์ประตูน้ำเพื่อดักรอ แล้วฉันก็ขึ้น ปอ.505 คันนั้นได้ทันด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แห่งรถติดแยกประตูน้ำ เรียกได้ว่ายอมวิ่งดีกว่ารออีกเป็นชั่วโมง เพราะฉันเคยรอ ปอ.505 นานชนิดที่ว่า ปอ.79 ผ่านมาคันแล้วคันเล่า จนฉันตัดสินใจขึ้น ปอ.79 ไปต่อ ปอ.70 เพื่อกลับคอนโดเลยล่ะ

ระหว่างรอรถเมล์นานๆ ที่ป้ายรถเมล์ ฉันเห็นรถเมล์มากมายหลายสาย มองแต่ละคันที่ผ่านว่าไปที่ไหนบ้าง เผื่อจะผ่านไปแถวๆ คอนโด ในหัวจะมีความคิดอยู่ตลอดเวลาว่า “อืม คันนี้อาจจะไปได้ก็ได้นะ” ทั้งๆ ที่รู้ว่า มันไม่ไปหรอก แต่ที่ฉันคิดเช่นนั้นเพราะมันเป็นไปได้ที่จะมีบางสายที่ฉันไม่รู้จัก หรือตกหล่นไป ภายหลังเมื่อมานั่งค้นข้อมูลดูก็พบว่ามีจริงๆ คือสาย 16 ซึ่งวิ่งจากคอนโดเราผ่านสยามเลยล่ะ

เริ่มจดสายรถเมล์

ตอนที่อยู่ปิ่นเกล้า ป้ายพาต้าถือเป็นสรวงสรรค์ของบรรดารถเมล์ เพราะหลายสายผ่านป้ายนี้ ไปที่นั่นที่นี่มากมาย ฉันจึงจดไว้ในสมุดเล่มเล็กที่พกติดตัวว่าสายไหนไปไหนบ้าง เพื่อที่เวลาจะไปที่ไหนจะได้ขึ้นรถเมล์ได้ถูก บางอันก็จดโดยอ่านจากข้างรถเมล์ขณะรอรถเมล์นี่แหละ บางอันก็กลับไปค้นเพิ่มเติมเอง หน้าตาเป็นแบบนี้…

IMG_9499.JPG

เช่นเดียวกัน พอมาอยู่ย่านบางซื่อ เมื่อเริ่มรู้จักรถเมล์หลายสาย ฉันก็จดไว้…

FullSizeRender.jpg

พอมันมีหลายๆ สาย แล้วไปหลายๆ ที่ ก็เริ่มงง การจดเริ่มไม่เวิร์คอีกต่อไป คือเขียนผิดก็ไม่มีลิขวิดจะลบ การเรียบเรียงก็สลับสับสน เพราะจดตามลำดับที่รู้มา แถมป้ายที่ขึ้นก็มี 2 ป้าย คือจากถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี และจากถนนประชาชื่น เส้นทางการวิ่งของแต่ละสาย สถานที่ที่ไป เมื่อมายำรวมกันแล้ว = มึนงง

เมื่อก่อนเวลาปั่นจักรยานไปไหนมาไหน ฉันจะเลือกเส้นทางเองตามใจชอบ แต่พอเปลี่ยนมาขึ้นรถเมล์ มันคือการไปในเส้นทางของคนอื่น ก็เลยต้องมาศึกษา ทำความรู้จักใหม่ และฉันว่ามันน่าค้นหาดี เพราะเป็นเส้นทางที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน

ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาให้ฉันทำข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการวิ่งของรถเมล์อย่างจริงจัง โดยหาข้อมูลจากเว็บไซต์ ขสมก. ประกอบกับเว็บไซต์อื่นๆ อย่าง Cityglide.com นำมาพล๊อตลงบน Google map ในกระดาษ กำหนดจุดสำคัญ แล้วจึงย่อยออกมาเป็นแผนภาพคร่าวๆ พยายามลดทอนให้ดูง่ายที่สุด ก่อนจะทำเป็นแผนภาพงามๆ ในคอมฯ อีกทีหนึ่ง

FullSizeRender 2.jpg

โดยรถเมล์เข้าเมืองที่นำมารวบรวมไว้ ณ ที่นี้มีทั้งหมด 9 สาย แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่มที่เข้าไปยังเกาะรัตนโกสินทร์ และกลุ่มที่เข้าไปยังย่านธุรกิจใจกลางเมือง นอกจากนี้ยังมีบางสายที่ฉันเล็งไว้ว่าจะนั่งเพื่อไปต่อเรือด่วนเจ้าพระยาที่ท่าเรือเกียกกาย ได้เป็นแผนภาพแบบนี้…

 

busroutebangkok_1.1

เป็นแผนภาพที่บอกว่า จากคอนโดจะเข้าเมือง มีสายอะไรบ้าง เป็นรถประเภทใด (สังเกตวงกลมรอบตัวเลขสายรถ เป็นสีเดียวกับรถเมล์ที่วิ่งจริง) ป้ายที่ขึ้นมีชื่อเรียกว่าอะไร (ขากลับจะได้บอกกระเป๋าฯ ได้ถูก) รถเมล์วิ่งผ่านจุดไหนบ้าง และปลายทางอยู่ที่ไหน จุดไหนสามารถเชื่อมต่อกับเรือหรือระบบรางได้โดยตรง หรือต้องเดินต่ออีกนิดนึง (เช่น ตรงแยกสะพานควายต้องเดินต่อนิดนึงถ้าจะไป BTS สะพานควาย หรือถ้าจะไปท่าเรือต่างๆ ก็ต้องเดินต่อนิดนึง)

(ทั้งนี้ มีบางสายที่ตอนขาออกไม่ได้วิ่งเหมือนตอนขาเข้าเมืองเป๊ะๆ คือจะมีจุดที่วนต่างกันนิดหน่อย อย่างสาย 97, 505 และ 67 ซึ่งไม่ได้ลงรายละเอียดส่วนนี้ไว้ เพราะแผนภาพนี้แสดงเฉพาะขาเข้าเมือง)

ขอบคุณเพื่อนๆ ในคอนโดที่ช่วยกันตรวจทานข้อมูลและแนะนำติชม ทำให้ได้แผนภาพที่ถูกต้องครบถ้วนยิ่งขึ้น และมีการเสนอว่า น่าจะทำแผนที่รถเมล์ขาออกเมืองด้วย… ถ้าอย่างนั้นก็จัดไปค่ะ

busroutesuburb_beta-1

โดยทั้งหมดนี้ออกแบบเพื่อให้ดูในสมาร์ทโฟนได้ในครบจบในจอเดียวแบบไม่จำเป็นต้องซูม หรือจะซูมเพื่อดูรายละเอียดสวยๆ ก็ได้ ในขนาดไฟล์ที่ไม่ใหญ่มาก อันที่จริงเป็นการทำไว้ใช้เองด้วยความสนุกสนาน แต่จะยินดีมากถ้ามันเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ฉะนั้นก็ขอเชิญดาวน์โหลดกันได้เลย (ไม่อนุญาตให้ใช้ในเชิงพาณิชย์)

ทำไมถึงเป็นรถเมล์?

มี 3 สิ่งหลักๆ ที่ฉันไม่ชอบใจเกี่ยวกับรถเมล์ที่ให้บริการในปัจจุบัน ซึ่งฉันมองว่า 3 สิ่งนี้ล้วนเป็นปัญหาเรื้อรังที่ถ้าใส่ใจจะแก้จริงๆ ก็แก้ได้ คือ 1.ควันดำอย่างเห็นได้ชัด เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม 2.มารยาทการขับรถ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ และ 3.คุณภาพการให้บริการ ได้แก่ การไม่จอดรถอย่างสนิทเพื่อให้คนขึ้น จอดเลนกลาง มารยาทของกระเป๋ารถเมล์ เป็นต้น

ดังนั้น การทำแผนภาพข้อมูลเส้นทางรถเมล์ในที่นี้ จึงไม่ใช่เป็นการสนับสนุนให้หันมาใช้รถเมล์กันนะคะ เพียงแต่ว่าหากจำเป็นต้องใช้ จะได้มีข้อมูลที่ดูง่ายๆ และไม่ต้องรอรถเมล์อย่างกังวลแบบที่ได้กล่าวไปแล้ว เพราะถึงอย่างไรรถเมล์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งของการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ที่ชาวเมืองหลายคนต้องพึ่งพา และปรารถนาที่จะให้มันดี มีคุณภาพมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งที่ทำได้คนละไม้คนละมือ ณ วันนี้คือ ถ้าพบปัญหาเกี่ยวกับรถเมล์ อย่างเช่นข้อ 1., 2. หรือ 3. ก็จดหรือถ่ายรูปเลขทะเบียนรถที่ติดอยู่ภายในตัวรถด้านหน้าไว้ แล้วทำการร้องเรียนผ่านทางเว็บไซต์ของ ขสมก.ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นรถเอกชนร่วมบริการ หรือรถเมล์ของ ขสมก.เอง อย่างน้อยทางองค์การฯ จะได้มีเก็บเป็นข้อมูลไว้ว่ามีคนใส่ใจกับปัญหาเหล่านี้ไม่น้อยเลยนะ

พาคุณแม่เที่ยวหลวงน้ำทา ประเทศลาว

เป็นทริปที่ใช้เวลา 3 วัน 2 คืนถ้วน ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าใดๆ เพราะคุณแม่มีวันหยุด 3 วัน ก็เลยคิดว่าจะไปเที่ยวกันใกล้ๆ กะหนุงกะหนิงกันสองคน ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2559 (2016)

วันแรก

จากท่ารถเก่าในตัวเมืองเชียงราย เรานั่งรถเมล์ไปอำเภอเชียงของ ข้ามพรมแดนไปประเทศลาว (ใช้พาสปอร์ตด้วยนะคะ) จากพรมแดนก็ต่อรถไปที่ท่ารถในบ่อแก้ว เราดูว่าถ้าไปหลวงพระบางจะไม่ทัน เพราะไกล ใช้เวลาเดินทางนาน มีที่ที่ไปได้คือหลวงน้ำทา ค่ารถ 60,000 กีบ (260 บาท) ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง เราจึงเลือกไปหลวงน้ำทา…

และ First impression ของการมาประเทศลาว ก็คือการนั่งดูผู้ชายเตะบอลค่ะ!

คือระหว่างรอเวลารถออก เราหิวข้าวค่ะ พยายามเดินหาร้านอาหารที่ดูไม่แพงและไกลจากท่ารถมาหน่อย เดินๆ ไปก็เห็นป้ายเป็นภาษาลาว อ่านเป็นไทยได้ว่า ‘ภัตตาคารสุพัตรา’ ก็เดินเข้าไป เป็นพื้นที่เวิ้งว้างว่างเปล่า แลเห็นอาคารของภัตตาคารกำลังก่อสร้างอยู่ลิบๆ คือร้านกำลังปิดปรับปรุง แต่ข้างๆ กันมีกลุ่มรถยนต์จอดชุมนุมกันอยู่ ก็เลยเดินเข้าไป

IMG_8764

ปรากฏว่ามีสนามฟุตบอลที่ปูด้วยหญ้าเทียมสีเขียวสดใส ชายฉกรรจ์ยี่สิบกว่าคนโลดแล่นอยู่ในสนาม ข้างสนามก็มีที่พักนักฟุตบอล ไม่มีป้ายบอกว่าร้านอาหาร แต่แอบเห็นกระทะ จึงตรงเข้าไปสั่งข้าวผัดหมูอย่างมั่นใจ เพราะหิวมาก ขี้เกียจเดินแล้วค่ะ

รอสักพักใหญ่ๆ ข้าวผัดหมูก็มาค่ะ ให้เยอะมาก จัดมาสวยงาม ประดับด้วยแตงกวา ราคา 20,000 กีบ หรือ 88฿ แพงมากกก แหมะ… แต่ก็โอเคนะ มีดนตรีฟัง มีบอลดู มีโฆษกพากย์ไปด้วยเป็นภาษาลาว แต่ฉันฟังออก

“…สหายศักดิ์ส่งไปให้สหายชูชาติ สหายชูชาติ ยิง!!!! เอ้าา ไม่เข้า โอ้โหย…”

พอดูผู้ชาย เอ้ย! พอกินข้าวอิ่มแล้วเราก็เดินกลับไปที่ท่ารถเพื่อขึ้นรถค่ะ

IMG_8766

เดินทางไปหลวงน้ำทา

รถที่นั่งไปนั้นมีลักษณะแปลกตา ฉันไม่เคยพบพานมาก่อน จะรถตู้ก็ไม่ใช่ รถบัสก็ไม่เชิง ขอเรียกว่ารถตู้ขนาดใหญ่แล้วกันค่ะ เพราะนั่งได้มากสุด 30 คน รวมคนขับ รวมเบาะเสริม ส่วนสัมภาระไว้บนหลังคา แต่ถ้าจะให้สบายต้องนั่ง 24 คน

และหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้นั่งเบาะเสริม คือฉันเองค่ะ อยู่แถวรองสุดท้ายเสียด้วย ระยะทาง 187 กิโลเมตร คดเคี้ยวและขึ้นเขา ไม่ทันไรผู้โดยสารหญิงชาวลาวที่นั่งอยู่หน้าสุดก็อาเจียนนำร่องไปก่อน เป็นสัญญาณว่าเส้นทางนี้โหดพอควร

IMG_8773

ทริปนี้มีชาวฝรั่งเกินครึ่งคันรถ พูดกันหลากหลายภาษา ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ ฉะนั้น ฉันจึงต้องหางานอดิเรกอย่างอื่นทำค่ะ

แล้วฉันก็ค้นพบตัวเองเอ็นจอยกับวิวข้างทาง ที่เป็นทิวเขาเขียวเรียงรายสุดลูกหูลูกตา นึกถึงแม่ฮ่องสอนเลย แต่อันนี้วิจิตรตระการตากว่า แดดบ่ายนั้นร้อน แต่ลมที่พัดนั้นเย็นเชียวค่ะ และรถคันนี้ก็เป็นแบบโอเพ่นแอร์ เปิดหน้าต่างรับฝุ่น เอ้ย! รับลมเย็นๆ ชาวฝรั่งนั้นดูสบาย เอนกายยกขาขึ้นมา ส่วนตัวฉันผู้นั่งเบาะเสริมนั้น มีความรู้สึกว่าถ้านั่งเกินสี่ชั่วโมงจะต้องเป็นแผลกดทับที่ก้นแน่นอนค่ะ

รถค่อยๆ คืบคลานไปอย่างช้าๆ สวยๆ ประหนึ่งว่าไม่อยากจากภูเขาเหล่านี้ไป บางจังหวะที่เป็นทางชัน รถแทบจะหยุดนิ่ง แต่ฉันได้ยินเสียงความพยายามของคุณเครื่องยนต์นะคะ ฉันรู้ว่านางทำดีที่สุดแล้ว แต่ก็เผลอตัวกลั้นหายใจ เพราะแอบเอาใจช่วยนางอยู่

ทุกอย่างเรียบร้อยดี จนกระทั่งประมาณกลางทาง รู้สึกว่าผู้ชายชาวลาว 2 ท่านที่นั่งอยู่เบาะหลัง มีอาการกระสับกระส่ายอยู่ไม่เป็นสุข สักพักคนหนึ่งซี้ดปากดังสนั่นรถ อึดใจต่อมาก็ตะโกนมาจากด้านหลังเป็นภาษาลาวว่า

“ไอ้เอื้อย ไอ้เอื้อย จอดก่อนสิ อยากถ่ายเบา”

อ้อ! พวกนางปวดฉี่ พอรถจอด ฉันก็พับเบาะเสริมหลีกทางให้อย่างว่องไว ชาวฝรั่งก็หันมองกันเลิ่กลั่ก ไม่เก็ทว่าจอดทำไม แต่พอเห็นชาย 2 คนวิ่งกระหย่องกระแหย่งลงไปที่พงหญ้าข้างทาง ก็เก็ท หัวเราะคิกคักกันทั้งคันรถเลยค่ะ

หลับบ้างดูวิวบ้าง จนกระทั่งมาถึงท่ารถหลวงน้ำทาโดยสบายดี ใช้เวลา 4 ชั่วโมงพอดี

10628868_10205539167626743_3827294627239073091_o

เที่ยวหลวงน้ำทา

รถมาส่งที่ท่ารถหลวงน้ำทา เราก็ต่อรถตุ๊กตุ๊กเข้าไปในเมืองหลวงน้ำทา ค่ารถ 10,000 กีบ (44฿) ทั้งรถมีแต่ชาวฝรั่ง ฉันนั่งอยู่นอกสุด รถแล่นไปเรื่อยๆ ระหว่างทางมีชายตัวสูงชาวฝรั่งเดินอยู่ 2 คน แบกกระเป๋าใบใหญ่มาก ซึ่งฉันจำได้ว่าพวกนางมารถคันเดียวกันกับฉัน และคงตั้งใจจะเดินเข้าเมืองเอง แต่คนขับได้จอดรถและลงไปเชื้อเชิญให้ขึ้นรถมาด้วยกันด้วยความห่วงใย เพราะระยะทางไกลพอควร

รถเต็มแล้ว ที่เดียวที่ว่างคือที่นั่งข้างคนขับ นาทีนั้นฉันรู้ดีว่า ถึงซีนของฉันแล้ว จึงลุกขึ้นและออกไปยืนข้างนอก แล้วเชิญให้ชาวฝรั่งอีกคนหนึ่งนั่งตรงที่ของฉัน ส่วนฉันจะเป็นผู้ยืนหยัดด้วยตัวเอง นางก็ไม่นั่งหรอก แต่ฉันยืนยันว่าให้นั่ง เพราะฉันอยากถ่ายรูปวิว พร้อมชูกล้องถ่ายรูปขึ้นด้วยท่าทีกระตือรือร้น แสดงถึงความตั้งใจจริง

พอฉันยืนเกาะรถ คนขับก็บอกว่า เกาะดีๆ นะ แน่ใจนะ ฉันก็พยักหน้า พร้อมส่งยิ้มให้สวยๆ

รถแล่นไปโดยมีฉันยืนเกาะเกี่ยวอยู่ข้างหลัง อีกมือหนึ่งถือกล้องถ่ายรูป DSLR คอยแชะภาพไปด้วย แบบ สตรอง! (แชะ) สตรอง! (แชะ) สตรอง! (แชะ) สตรอง… เลยล่ะค่ะ

IMG_8791

รูปที่ถ่ายระหว่างเกาะรถ

เมื่อรถจอดในเมืองหลวงน้ำทา เราเดินหาโรงแรมแถวนั้น จองห้องไว้ 2 คืน แล้วเดินไปตลาดยามค่ำคืน (LuangNamtha Night Market) เพื่อกินมื้อเย็น จากนั้นก็กลับโรงแรม พักผ่อน เตรียมเที่ยวต่อในวันพรุ่งนี้

IMG_8798

ห้องพักของเรา

IMG_8803

อาหารจากตลาดยามค่ำคืน

IMG_8801

บรรยากาศตลาดยามค่ำคืน

วันที่สอง

ฉันกับคุณแม่ก็ใช้บริการรถตุ๊กตุ๊กในการเที่ยวชมเมืองหลวงน้ำทา โดยเหมารถให้พาเที่ยวทั้งวัน ในราคา 300,000 กีบ (~1,300฿) ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถูกหรือแพง แต่แฮปปี้ดีค่ะ เน้นเที่ยวแบบไวๆ หน่อย แต่ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็คิดว่าจะเช่าจักรยานปั่นเที่ยว ราคา 10,000-20,000 กีบ แล้วแต่ชนิดของจักรยาน

ขอเล่าแบบรวบยอดเลยนะคะ 9 โมงเช้าหลังจากกินข้าวเช้าแล้ว เราก็ออกเดินทาง จุดหมายแรก คุณคนขับพาเราไปตลาดเช้าเพื่อซื้อหาเสบียงเป็นมื้อเที่ยง แล้วไปวัดไปวา ไปจุดชมวิวบนเนินเขา มีเจดีย์เก่าแก่ (PoumPouk Stupa) ไปหมู่บ้าน ดูวิถีชีวิต ชาวบ้านทอผ้ากันใต้ถุนบ้าน แวะศูนย์รวมผลิตภัณฑ์ผ้าทอของหมู่บ้าน และไปน้ำตก ประมาณบ่ายสามโมงก็เที่ยวครบจบกระบวนการ มีเวลาเดินเตร่ในตัวเมือง และกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารของโรงแรมอีกแห่งหนึ่งก่อนตะวันจะตกดิน

10655429_10205546086919721_4062542832698166024_o

รถตุ๊กตุ๊กและคนขับที่พาเราเที่ยว

ภาพการจากการเที่ยววันที่สอง

This slideshow requires JavaScript.

วันที่สาม

เป็นวันเดินทางกลับ เรียกว่าย้อนรอยของวันแรกเลยทีเดียว ประมาณบ่ายสองโมงก็ถึงเชียงของแล้วล่ะค่ะ

ครบสามวัน ไม่ขาดไม่เกิน สรุปรวบยอดคือ เป็นการมาแบบชิวๆ มาเห็นบ้านเห็นเมือง ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ เงียบสงบ รถน้อย สิ่งปลูกสร้างน้อย แต่ facility สำหรับนักท่องเที่ยวถือว่าครบครัน มีบริการนำเที่ยว มีโรงแรม มีรถมอเตอร์ไซค์และจักรยานให้เช่า มีตลาดของกินและร้านอาหารที่มีทั้งอาหารพื้นถิ่นและนานาชาติ สังเกตว่าฝรั่ง (ยุโรป) เที่ยวที่นี่เยอะ ไม่เจอคนไทยเลย ถามฝรั่งคนหนึ่งที่มาจากเนเธอร์แลนด์ เธอบอกว่าช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ค่าครองชีพที่นู่นสูง การมาเที่ยวหรือมาอยู่ที่ลาว ไทย กัมพูชา ใช้เงินน้อยกว่าการอยู่ที่นู่นมาก

ภาษาที่ใช้สื่อสารกับคนท้องถิ่น ก็ภาษาไทยนี่แหละค่ะ เขาฟังเข้าใจเรา เราฟังเข้าใจเขา อย่างเช่น ผู้ดูแลโรงแรมมาถามเราว่า “จะอนามัยไหม” ก็คือ ‘ต้องการให้ทำความสะอาดไหม’ คือคำศัพท์จะไม่ตรงกันเป๊ะๆ แต่เราเดาได้

ขอบคุณภาพจาก http://www.imdb.com/title/tt5052448/mediaviewer/rm2487630848

Get Out, ตัวตนของเราต้อง survive

Get Out (2017) หนังดีระดับสิบล้านดาว ไม่ใช่หนังผี ไม่ใช่หนังสยองขวัญ ขอจัดว่าเป็นเป็นหนังแนว survival และไม่ใช่ survival ธรรมดา แต่เป็นการ survive ในระดับตัวตน [หมายเหตุ: จะพยายามรีวิวอย่างกว้างๆ เพื่อไม่ให้สปอยล์เนื้อเรื่อง]

Get Out พูดถึงการเหยียดสีผิวและสิทธิในเนื้อตัวร่างกายอย่างลึกซึ้งถึงแก่นและดุเด็ดเผ็ชมันยิ่งนัก Continue reading

ความรักในความรู้

ฉันเชื่อว่า มีความรักชนิดหนึ่งที่สำคัญต่อชีวิต

มันคือ “ความรักในความรู้”

คำว่าความรัก (sophia) และความรู้ (philos) สองคำนี้เป็นรากของคำว่า philosophy หรือปรัชญานั่นเอง Continue reading