ปราการ

เมฆดำทะมึนลอยอยู่ใต้สีเทาหม่นหมองของแผ่นฟ้า  หยาดฝนหยดน้อย  ค่อยๆ ทยอยโรยเม็ดรินหลั่ง  ปะทะผิวกายที่ห่อหุ้มด้วยเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลซีด  หญิงสาวก้าวย่างอย่างรีบเร่งฝ่าม่านฝนบางๆ ของเดือนกันยายน  มุ่งหน้าสู่จุดหมายที่อยู่ห่างไกลออกไปห้าร้อยเมตร

…ไม่ใกล้ไม่ไกล  กระนั้น  ฟ้าฝนก็ไม่เป็นใจให้เธอเดินทางไปถึง  เมื่อฝนเม็ดน้อยเริ่มใหญ่ตัวขึ้น  กระชั้นจังหวะถี่หนักขึ้น  กระโดดเร้าเริงระบำอย่างไม่เกรงใจผิวกายและเส้นผมดำยาวของเธอ  ทุกๆ ก้าวที่รองเท้าหนังเปียกชุ่มย่ำลงบนแอ่งน้ำขัง  แอ่งน้ำจะแตกกระเซ็นโดนชายกระโปรงสีดำที่ยาวเกือบถึงตาตุ่ม  นาทีนั้นเอง  เธอตัดสินใจใช้อาคารร้างริมทางใต้ถุนสูงหลังหนึ่งเป็นที่กำบังร่างเปียกโชกชั่วคราว… 

เพียงชั่วคราวเท่านั้น… เธอคิด
…แล้วฉันจะได้ไปสู่จุดหมายของฉัน

เสียงฟ้าร้องดังครืน  ฝนสาดซัดซ่าปานฟ้ารั่ว  ตกปะทะกระเบื้องหลังคาของอาคารร้างหลังนี้  รายเรียงตามร่องกระเบื้องเป็นแนวระเบียบ  เป็นเส้นสายของน้ำที่ไหลลงสู่พื้นดินอย่างต่อเนื่อง  แลดูคล้ายม่านของสายฝน  หญิงสาวเหม่อมองออกไปนอกม่านฝน  เห็นหยดน้ำฝนอีกนับล้าน  หรืออาจเป็นสิบล้าน  ร้อยล้าน  พันล้าน  ตกกระทบใบไม้และยอดหญ้าให้พลิ้วไหวไปตามแรงสะเทือน

สุดท้ายแล้วทุกหยดน้ำจากฟากฟ้าล้วนมีจุดจบที่พื้นดิน  เธอคิด

กบน้อยสองสามตัวออกมากระโดดรับเม็ดฝนอย่างเพลิดเพลิน  ขณะที่มนุษย์อย่างเธอต้องเร้นกายอย่างโดดเดี่ยวภายใต้ที่กำบัง  เธอทรุดกายลงบนพื้นคอนกรีตเรียบแข็งไร้ชีวิต  สัมผัสความเยียบเย็นของละอองน้ำฝน  แต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า  โมงยามที่มองผ่านม่านฝนดูยาวนานไร้กาลสิ้นสุด  และระยะทางห้าร้อยเมตรดูห่างไกลอย่างไม่มีวันไปถึง…

นี่มันที่กำบัง  หรือที่กุมขังกันแน่?… เธอคิดเล่นๆ
อา… ที่กุมขัง  ฉันกำลังถูกกักขังด้วยปราการของม่านฝน
…จะมีใครรู้ไหมหนอว่าฉันติดอยู่ที่นี่…

เธอยังแอบหวังเช่นนั้น  แม้จะรู้ดีว่า  ไม่ว่าจะเป็นตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาหรือจะอีกกี่สิบปีจากนี้ต่อไป  จะไม่มีใครเลยนอกจากเธอ  ที่อยู่กับตัวเองในทุกๆ ห้วงนาทีของชีวิต  ทุกๆ อารมณ์ของความว้าเหว่  ทุกๆ เศษเสี้ยวของความเดียวดาย  ทุกๆ กลิ่นอายของความอ้างว้าง  และเธอเท่านั้นที่ได้ยินเสียงที่ก้องสะท้อนอยู่ในใจ  บ่อยครั้งมันคือเสียงร้องไห้ที่ไม่ได้เปล่งออกมา…

เสียงที่เขาไม่เคยได้ยิน

ปราการของม่านฝนอาจกักขังร่างกาย  แต่ไม่อาจกักกั้นจิตใจจากการหวนคืนสู่รอยร้าวแห่งอดีตได้  เดือนนี้ของปีที่แล้ว  วันที่ฝนพรำ  เธอคงกำลังอยู่ในร้านกาแฟที่ไหนสักแห่งกับเขา  นั่งพูดคุยสัพเพเหระในทุกเรื่องที่นึกออก  ด้วยไม่อยากให้เวลาแห่งความสุขนั้นผ่านไปอย่างไร้เรื่องราว  ขณะที่ฝนหน้าหนาวกำลังโปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง…

เขาชอบฟังเสียงฝน…
ส่วนเธอชอบฟังเสียงเขา
และหากเพียงเธอหยุดเวลาให้อยู่ตรงนั้นได้  เรื่องร้ายๆ เหล่านั้นคงไม่มีวันเกิดขึ้น…

หยาดฝนนับล้านดูไม่มีวันสิ้นสุด  เช่นเดียวกับความรักที่ฝังรากในส่วนลึกที่สุดของจิตใจ  ภายใต้ปราการแน่นหนาของทิฐิที่เธอสร้างขึ้น

…เนิ่นนานจนเธอเคยคิดว่าลืมมันไปแล้ว  และหากมันไม่เคาะประตูเพรียกหาเธอ  พร่ำเพ้อพิไรรำพันให้หวนคิดถวิลหา  เธอคงตัดขาดจากมันไปได้แล้วจริงๆ  นึกสงสัยว่ามันอยู่ในนี้มานานเท่าไร  เธอปิดกั้นมันไว้นานเพียงใด  แต่คงนานเกินกว่าจะสามารถปฏิเสธการมีอยู่ของมันได้อีก…

“พี่ขอโทษ…”  เสียงทุ้มต่ำของเขา  เบาแผ่วอยู่ในความทรงจำของเธอ
บางที  เม็ดฝนเหล่านี้อาจเป็นหยาดน้ำตาที่หลั่งไหลลงมาจากฟากฟ้า…

ฟ้าผ่าเปรี้ยง  พร้อมๆ กับปราการของม่านฝนที่สลายตัวไปเสมือนไม่เคยมีอยู่  สีเทาของท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำมืด  ความชุ่มชื้นในทุกอณูของอากาศกลายเป็นอาภรณ์ห่อหุ้มร่างกายเธอ  สายลมเยือกเย็นแผ่วเบาที่พัดผ่าน  นำพาดวงใจบอบช้ำของเธอให้โบยบินไปยังห้วงความสุขในอดีตอย่างที่มันเคยปรารถนามาโดยตลอด  ไม่รู้ว่าเธอเป็นฝ่ายกักขังตัวเองไว้ในอดีต  หรืออดีตเป็นฝ่ายจองจำเธอไว้กันแน่  แต่ท้ายที่สุดแล้วเธอติดอยู่ในปราการของอดีต  และระยะทางห้าร้อยเมตรก็ดูห่างไกลอย่างไม่มีวันไปถึง…

…จะมีใครรู้ไหมหนอว่าฉันติดอยู่ที่นี่…

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s