ก่อนที่จะได้ลงมือกระทำ

ทุกวันนี้เราอยู่ในสังคมที่กำลังเป็นไปในทิศทางไหน ระหว่าง
กำลังก้าวไปสู่สังคมที่คนมีความเป็นเหตุเป็นผล (Rational society) มากขึ้น
หรือกำลังก้าวไปในทิศทางตรงกันข้าม? 

ถ้ามันเป็นอย่างหลัง เราในฐานะสื่อ จะทำสื่อเพื่อตอบสนองความต้องการของคนในสังคม
(นั่นคือ ทำสื่อบนฐานความคิดที่ว่า คนในสังคมยังไม่พร้อมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์
หรือยังไม่มีเหตุผลมากพอ ที่จะสามารถรับความคิดที่ขัดแย้งกับความคิดของตนได้)
หรือเราจะทำสื่อโดยที่เรา “เชื่อ” อยู่เสมอว่า สังคมมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงข้าม
นั่นคือ จะเปลี่ยนไปเป็นสังคมที่คนจะมีเหตุมีผล มีความเป็นผู้ใหญ่ (Maturity)
สามารถรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ และความเห็นที่ต่างจากตนได้ ?

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ที่จะเกิดขึ้นได้โดยไม่ฝืนธรรมชาติที่เป็นอยู่
และแน่นอน เราไม่สามารถหักดิบได้ หรือเปลี่ยนแปลงสังคมได้ในชั่วข้ามคืน
จึงมีผู้กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็นค่อยไป” หรือต้องอาศัยระยะเวลา

คำถามคือ “ค่อยเป็นค่อยไป” นี้นานแค่ไหน ?
ระยะเวลาเท่าไรถึงจะเหมาะสมที่จะเรียกว่า “ค่อยเป็นค่อยไป” ?
และจะทำอย่างไรไม่ให้ “ค่อยเป็นค่อยไป” นี้ กลายเป็นภาวะที่เรียกว่า “ช้าเกินไป” ?

ถ้าคิดจะเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ต้องค่อยๆฝืนธรรมชาติทีละนิดทีละหน่อย
เช่น ถ้าอยากเป็นคนตื่นเช้า เราก็ค่อยๆปรับเวลาเข้านอน เวลาตื่นนอน วันละครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง
ไม่ใช่ว่าเคยตื่นเที่ยง แล้ววันถัดมาตื่นตีห้าเลย ทั้งนี้ จะต้องตื่นเช้าอย่างสม่ำเสมอเช่นนี้จนเป็นปกตินิสัย
หรือถ้าอยากให้หมาเราเปลี่ยนไปกินอาหารเม็ด เราก็ต้องค่อยๆเปลี่ยนข้าวหมาส่วนหนึ่งไปเป็นอาหารเม็ด โดยเพิ่มปริมาณอาหารเม็ดและลดปริมาณข้าวลงทุกวันๆ จนในที่สุดเป็นอาหารเม็ดล้วนๆ เลย ดังคำแนะนำที่ระบุไว้บนฉลากอาหารเม็ด ถ้าจู่ๆเปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดล้วนเลย ซึ่งหมาเราไม่เคยกินอาหารเม็ดมาก่อน มันก็คงจะไม่แตะต้องอาหารเม็ดมื้อนั้นเลย

ทีนี้ ถ้าจะเปลี่ยนสังคม ซึ่งประกอบด้วยผู้คนจำนวนมาก และมีพื้นฐานต่างกัน
ก็จะต้องคิดซับซ้อนขึ้นอีก ใช้เทคนิควิธีการที่แยบยลขึ้นอีก วางแผนให้รัดกุมขึ้นอีก
และก็ต้องมาคิดกันว่า จะเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มจากหน่วยย่อย (เช่น ภายในองค์กรของเรา) ไปสู่สังคมใหญ่ หรือจะเริ่มจากสังคมใหญ่ แล้วค่อยมาสู่หน่วยย่อย หรือจะทำไปพร้อมๆกัน?

คนชอบพูดเรื่องการปลูกฝัง เรื่องการศึกษา เริ่มต้นที่เด็ก แต่เรากลับคิดว่า ถ้าผู้ใหญ่เองยังไม่เปลี่ยน แล้วเด็กจะเปลี่ยนได้อย่างไร ในเมื่อเด็กเรียนรู้และยึดถือผู้ใหญ่เป็นแบบอย่าง

ยังไม่ต้องพูดถึงพ่อแม่และรูปแบบการเลี้ยงดู เอาแค่ในโรงเรียน หากจะบอกว่า ความพยายามปฏิรูประบบการศึกษามีมานานกว่า 10 ปีแล้ว เราสามารถบอกได้เลย(จากประสบการณ์ตรง)ว่า มีครูจำนวนน้อยนิด ที่สามารถสร้างบรรยากาศของห้องเรียน ให้เป็นไปในทางที่เด็กๆกล้าแสดงและรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ได้สำเร็จ

ทุกวันนี้ แม้แต่ผู้ใหญ่เอง เช่น คนที่ทำงานร่วมกันในองค์กรหลายคน ก็ยังไม่สามารถรับฟังคำวิพากษณ์วิจารณ์อย่างตรงๆได้เลย เพราะไม่ mature พอ ต้องใช้วิธีการพูดอ้อมๆ ให้เจ้าตัวคิดเอง (จะ get หรือเปล่าก็ไม่รู้) เนื่องด้วยความเกรงใจ ถนอมน้ำใจ และการต้องทำงานร่วมกันอีก

ทำไมเราไม่สร้างวัฒนธรรมองค์กร ที่คนในองค์กรแสดงความปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมงาน ด้วยการพูดตรงๆ วิจารณ์กันตรงๆ เปิดเผย ตรงไปตรงมา พูดกันอย่างจริงใจ?
ส่วนคนที่เป็นฝ่ายถูกตำหนิ หรือวิจารณ์ อย่างน้อยจะได้ฉุกคิดว่า เหตุใดจึงมีเสียงวิพากษณ์วิจารณ์เช่นนั้น จะได้ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น หรือถ้าปรับไม่ได้ก็ย้ายไปอยู่ในที่ทำงานที่เหมาะกับตัวเอง แบบนี้ไม่สบายใจกว่าหรือ? ไม่ต้องลำบากใจ ไม่ต้องเสแสร้ง ไม่ต้องทำสงครามเย็นกัน

ยิ่งในสเกลใหญ่ๆ อย่างในระดับประเทศ หากคนไม่สามารถรับฟังคำวิจารณ์ได้แล้ว จะหวังให้เเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอย่างไรได้?
คนเรามองตัวเอง อาจไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำเรียกว่าดีแล้วหรือยัง ต้องอาศัยเสียงสะท้อนจากคนรอบข้าง
ทั้งนี้ ไม่ต้องแสวงหาคำว่า “ดี” ที่เป็นสัมบูรณ์ มีแต่คำว่า “ดี” ที่เป็นสัมพัทธ์ (ขึ้นอยู่กับสังคมและยุคสมัย) เท่านั้นที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่อย่างสุขกายสบายใจได้ และเราคิดว่านี่คือเหตุผลที่คนจำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน คือเพื่อตักเตือนกันและกันนั่นเอง และหากไม่รับฟังผู้อื่น เราจะดีได้อย่างไร?

ตัวอย่างเช่น หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีบ้านที่เลี้ยงหมู แล้วขี้หมูของหมูบ้านนี้ไหลไปตามลำคลองสายเล็กๆที่ผ่านหมู่บ้านใกล้เคียง ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าฝน คนในหมู่บ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากกลิ่นขี้หมูก็ทนไม่ไหว จึงไปตักเตือนบ้านที่เลี้ยงหมูนั้น พร้อมนำก๊าซชีวภาพสำหรับดับกลิ่นไปเสนอให้ใช้ แต่บ้านที่เลี้ยงหมูหลังนั้นก็ยังไม่รับวิธีนั้น เพราะกลัวจะเป็นอันตรายต่อหมูของตนเอง และยังไม่ยอมจัดการกับขี้หมูด้วยวิธีใดๆเลย ผู้ได้รับความเดือนร้อนจึงรวมตัวกันเสนอเรื่องนี้ต่อทางตำบล เพื่อให้ทำแผน หามาตรการจัดการกับปัญหาดังกล่าว

คำถามคือ เหตุใดเรื่องขี้หมูจากบ้านเพียงบ้านเดียวจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับตำบล? ทำไมคนจากหมู่บ้านอื่นต้องไปตักเตือนเขา แทนที่คนในหมู่บ้านเดียวกันจะตักเตือนกันเอง?
อาจเพราะเกรงใจที่เป็นบ้านใกล้เรือนเคียง ก็เลยไม่ตักเตือนกัน เดือดร้อนถึงคนในหมู่บ้านอื่น
อาจเพราะเตือนแบบอ้อมๆ เพราะกลัวจะเสียน้ำจิตน้ำใจไมตรีที่ดีต่อกัน จึงไม่นำไปสู่การแก้ไขปรับปรุง
หรืออาจเพราะคนบ้านใกล้ๆเตือนแล้ว แต่เขาไม่รับฟังและไม่ยอมแก้ไขปรับปรุง

เราคิดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ความขัดแย้งในระดับต่างๆของสังคม อาจเริ่มจากปัญหาเล็กๆ แต่ลุกลามใหญ่โต ด้วยเหตุที่ว่าคนไม่รับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั่นเอง ดังนั้น การรับฟังและพูดกันอย่างเปิดเผย จึงสำคัญ

เราจึงได้ตั้งคำถามในตอนต้นเอาไว้อย่างนั้น และเรา “เชื่อ” ว่า สังคมมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็น Rational society ได้

เราจึงกล้าที่จะเสนอความคิดที่ขัดกับความเชื่อเดิม วิถีเดิม อย่างน้อยที่สุด กับกลุ่มเพื่อนในภาควิชาเดียวกัน

แต่ด้วยเสียงสะท้อนที่ส่งกลับมา ทำให้เราได้ตระหนักว่า ในทางปฏิบัติ การพยายามลงมือกระทำเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคม มีสิ่งที่ยากคือ จะเสนอความคิดที่แตกต่างอย่างไรโดยที่คนอื่นไม่ reject หรือต่อต้าน

เพราะถ้าคนอื่น reject แล้ว นอกจากเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว ความพยายามตลอดมาของเรายังสูญเปล่า
แต่หากเกิดปฏิกิริยาต่อต้านเล็กน้อย แล้วเข้าสู่การ debate บนหลักเหตุผล ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเปลี่ยนแปลง และเป็นตัวบ่งชี้ว่า เรากำลังมาถูกทาง

การเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ง่ายเลย
เพราะเหตุนี้กระมัง จึงมีเพียงน้อยคนที่ทำสำเร็จ คนจำนวนมากล้มเหลว และอีกมหาศาลที่ล้มเลิกความตั้งใจไป…

…ก่อนที่จะได้ลงมือกระทำ !

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s