สามีตีตรา: การต่อสู้ของหญิงในสังคมชายเป็นใหญ่

“ฉันไม่ได้ต้องการเงินแก…
แต่ฉันต้องการผัวแก”

คำพูดของสายน้ำผึ้ง สั้น ง่าย แต่เพียงพอที่จะกรีดแทงหัวใจของกะรัต ให้เจ็บปวดยิ่งกว่าความเจ็บใด

เบื้องหลังการแย่งผู้ชาย แม่งี่เง่า และผู้หญิงสามผัว ในละครเรื่อง “สามีตีตรา” ที่ออกอากาศทางช่อง 3 นั้น คือการต่อสู้ของผู้หญิงที่ถูกกดขี่ในสังคมปิตาธิปไตย เพื่อเรียกร้องทวงคืนความยุติธรรมจากสังคม 

ตัวละครแต่ละตัวที่มีอารมณ์ของความอาฆาตมาดร้าย อิจฉาริษยา ล้วนเป็นผู้หญิงที่ถูกกระทำในสังคมปิตาธิปไตยทั้งสิ้น ความเจ็บปวดที่ถูกกดทับ ได้หวนกลับมาในรูปของความร้ายกาจ ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องอำพรางตัวตนที่บอบบางและเจ็บช้ำจากสายตาของผู้ชาย เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ การครองอำนาจของผู้หญิงในสังคมชายเป็นใหญ่

แม่ของกะรัต ตกอยู่ในอำนาจของพ่อตั้งแต่เด็ก และพอแต่งงานก็ไร้ซึ่งอำนาจในการควบคุมสามีโดยสิ้นเชิง จึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองมีอำนาจเหนือสามี

กะรัต จะเห็นว่าถ้าผู้หญิงมีสามี 3 คน จะถูกตราหน้าว่าเป็น “ผู้หญิงสามผัว” และกลายเป็นปมในชีวิต (แต่ถ้าผู้ชายจะมีภรรยา 3 คน ใครจะว่าอะไร?) ส่วนความฝันสูงสุดในชีวิตคือการมีชีวิตคู่ที่ยั่งยืน ซึ่งหมายความว่าความสุขในชีวิตของเธอต้องขึ้นอยู่กับผู้ชาย

สายน้ำผึ้ง มีหลักคิดคือ ชีวิตต้องพึ่งพาผู้ชายอยู่เสมอ แม้จะเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ที่ทำงานนอกบ้าน แต่การไปทำงานนั้นไม่ใช่เพื่อให้สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่เพื่อให้มีผู้ชายมาเติมเต็มชีวิตของเธอ และผู้ชายคนนั้นต้องเป็นผู้ชายฐานะดี มีชาติตระกูล ไม่ใช่ผู้ชายคนไหนก็ได้

จากตัวละคร 3 ตัวที่ยกมานี้ ก็จะเห็น “อำนาจ” ของผู้ชายในการกำหนดชีวิต ความคิด และความฝันของผู้หญิง สังคมไทยตกอยู่ภายใต้วิถีแบบ “ชายเป็นใหญ่” มาอย่างยาวนาน สิ่งที่ถูกนำเสนอผ่าน “สามีตีตรา” จึงเรียกได้ว่าเป็น “เสียง” ของผู้หญิงโดยแท้

แต่สาร (Message) ที่ละครเรื่องนี้ต้องการบอกแก่คนดูคืออะไร และการต่อสู้ของผู้หญิงจะลงเอยอย่างไรหรือนำไปสู่อะไร ต้องติดตามให้ถึงตอนจบจึงจะรู้

————————————————————

และแล้ว “สามีตีตรา” ก็ดำเนินมาถึงตอนจบ…

อย่างหนึ่งที่ละครเรื่องนี้บอกแก่คนดูคือ ความหมายที่แท้ของการแต่งงานไม่ได้อยู่ที่ทะเบียนสมรส หรือพิธีแต่งงาน แต่คือการใช้ชีวิตร่วมกันของคนสองคน โดยมีความรัก ความเชื่อใจ และความซื่อสัตย์ภักดีเป็นพื้นฐาน (เพราะสังคมเรามีวัฒนธรรมผัวเดียวเมียเดียว การเชื่อใจและความซื่อสัตย์ต่อคู่ครองจึงสำคัญ) หรือถ้ามองให้ลึกไปกว่านั้นก็คือ ละครเรื่องนี้พยายามนำเสนอว่า สังคมยุคใหม่ควรจะยอมรับ การอยู่ด้วยกันของชายหญิง ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสหรือไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานตามประเพณี

และอย่างที่เคยบอกไว้ พอเห็นบทสรุปแล้วเราจะมาวิเคราะห์กันค่ะว่าสารของละครเรื่องนี้คืออะไร หรือเรื่องนี้สะท้อนสังคมอย่างไร หรือก็คือจะมองสังคมผ่านทางละครนั่นเอง

โดยในที่นี้จะขอเน้นเฉพาะประเด็นของสังคมปิตาธิปไตยหรือสังคมชายเป็นใหญ่ (Patriarchic Society) หรือในมิติของเพศเท่านั้น เพราะชัดเจนค่ะว่าละครเรื่องนี้ต้องการจะบอกอะไรบางอย่างแก่ผู้หญิงไทยโดยเฉพาะ ส่วนมิติทางชนชั้น (ซึ่งอันที่จริงก็แยกไม่ออกจากเรื่องเพศ) จะขอเก็บไว้พูดถึงต่อในคราวหน้าค่ะ

จุดจบของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อให้หลุดพ้นจากการถูกกดขี่ในสังคมชายเป็นใหญ่ คือความพ่ายแพ้ค่ะ 

เริ่มที่คุณนายพวงหยก ที่พยายามทวงคืนอำนาจในบ้านด้วยวิธีการของเธอมาตลอดทั้งเรื่อง โดยวางอำนาจเหนือสามีและลูก ๆ จนท้ายที่สุดแล้วสามีขอหย่า แต่เมื่อเธอหยุด หันมาทำตัวดีในฐานะภรรยาและแม่ ไม่บังคับขืนใจลูก ไม่ตามหึงหวงสามี อยู่กับร่องกับรอย สามีก็กลับมาหาและขอคืนดีเอง จะเห็นว่าท้ายที่สุดอำนาจในการกำหนดชีวิตคู่ก็ยังอยู่ที่สามี และภรรยาจะต้องทำตัวตามบรรทัดฐานของสังคมเพื่อให้สามีรัก

ต่อมา สายน้ำผึ้ง รายนี้มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะต้องหาพ่อให้ลูก อย่างที่บอกไปแล้วว่าการกระทำที่ก้าวร้าวและร้ายกาจของสายน้ำผึ้งเป็นการปะทุของสิ่งที่ถูกกดทับ แต่ผลของลุกขึ้นมาต่อสู้ของผู้หญิงคือการถูกลงโทษโดยผู้ชาย จะเห็นว่าความรุนแรงเกิดขึ้นกับเธอ ไม่ว่าจะเป็นการ(เกือบ)ถูกข่มขืน การถูกทำร้ายร่างกายโดยศิวา 2 ครั้ง ซึ่งครั้งหลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต เพราะอาวุธที่เธอใช้ในการต่อสู้ (ความสวยของผู้หญิง) ถูกทำลายโดยกระจกที่แตก นับว่าเป็นบทลงโทษที่แรง เธอพ่ายแพ้ในการต่อสู้และพยายามหนีจากสังคมด้วยการฆ่าตัวตาย แต่สุดท้ายสายน้ำผึ้งก็ยอมมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อลูกและน้ารสโดยไม่บรรลุความปรารถนา

ขอเพิ่มเติมตัวละครที่ไม่ได้เอ่ยถึงคราวที่แล้วคือหมอก้อย หมอก้อยเป็นผู้หญิงที่ตั้งปณิธานเอาไว้แล้วว่าจะไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของผู้ชาย เมื่อเธอรู้ความจริงว่าศิวาปิดบังซ่อนเร้นความไม่ซื่อสัตย์ของตนและขอหมอก้อยแต่งงาน (ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้อำนาจ) เธอจึงต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ กรณีของหมอก้อยทำให้เราเห็นว่า ผู้หญิงที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของผู้ชายไม่สามารถอยู่ในสังคมได้

สุดท้ายท้ายสุด กะรัต หลังจากแต่งงานครั้งแรก การที่ต้องอยู่ในบ้านในขณะที่สามีไปทำงานทำให้เธอรู้สึกไร้อำนาจ เธอจึงต้องตามออกไปยังที่ทำงานของสามีครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ หรือก็คือเพื่อไม่ให้เธอสูญเสียสามีของเธอไป นี่คือการแสดงออกของผู้หญิงที่ต้องการความมั่นคงในชีวิตคู่หลังจากล้มเหลวมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ท้ายที่สุดแล้วการทำเช่นนี้กลับนำไปสู่การหย่า ซึ่งทำให้เธอเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นภรรยาตามแบบที่สามียอมรับ ไม่หึงหวงวางอำนาจ และเมื่อเธอทำเช่นนั้นได้ ในที่สุดสามีก็กลับมาหาและเติมเต็มความปรารถนาในชีวิตของเธอ

สรุปก็คือ ตราบใดที่ผู้หญิงยังดึงดันแข็งขืนต่อสู้เพื่อจะให้ได้มาซึ่งอำนาจในสังคมชายเป็นใหญ่ต่อไป ผู้หญิงก็จะไม่สามารถอยู่ในสังคมได้ ผู้หญิงที่อยู่ในสังคมได้ (อย่างมีความสุข?) คือผู้หญิงที่รู้จักปรับตัวให้อยู่ได้ในสังคมชายเป็นใหญ่

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s