สุขสันต์ ‘วันตาย’

ขี่จักรยานตามปกติ แต่สำหรับวันนี้มีสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ วิธีคิดเกี่ยวกับสภาพการณ์ที่เราเจอ

“รู้” มาตั้งแต่วันแรกที่ขี่แล้ว ว่าการขี่จักรยานในกทม.อันตราย และถนนในกทม.ไม่ใช่ที่สำหรับขี่จักรยาน แต่เพิ่งจะมา “รู้สึก” ก็วันนี้เอง

ไม่ได้โดนรถยนต์บีบแตรใส่เป็นครั้งแรก แต่เป็นครั้งแรกที่โดนรถยนต์บีบแตรใส่แล้วตระหนักว่า… 

ในขณะที่ขี่จักรยานบนท้องถนน เรามีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ บางทีอาจมีรถเก๋งพุ่งมาจากอีกฟากฝั่งของถนน บางทีอาจมีคนวิ่งตัดหน้า บางทีมอเตอร์ไซค์อาจพุ่งเข้าชน บางทีรถเมล์อาจมองไม่เห็นแล้วชนเราจากข้างหลัง ฯลฯ

แน่นอน เราทราบความเสี่ยงเหล่านี้ดี “ความกลัวตาย” ของเราแสดงออกผ่านการใส่หมวกกันน๊อค และขับขี่อย่างระมัดระวัง เช่น มองรถหลัง และให้สัญญาณมือ ถึงกระนั้น ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้ว่าเราจะสามารถหลีกหนีจาก “ความตาย” ได้พ้น

ต้องขอบคุณพี่แนค นักข่าวจากอิศรา ที่ทำให้เราทราบข่าวการตายของ Paul Walker นักแสดงนำจากเรื่อง Fast & Furious ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนแล้วระเบิดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งบางกระแสบอกว่า ก่อนหน้านั้นไม่นาน เขาได้ซื้อแหวนให้ชายแปลกหน้าที่มีตังค์ไม่พอ

เรามองว่า Paul เสียชีวิตในรถ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเองรัก และก่อนหน้าที่จะเสียชีวิต เขายังได้ช่วยให้เพื่อนมนุษย์คนหนึ่งได้สมปรารถนา แต่ถ้าเป็นเรา… ถ้าเราเลือกการตายให้กับตัวเองได้ เราคิดว่าเราจะเลือกแบบนี้…

ตายไปขณะกำลังทำสิ่งที่เรารัก ตายไปหลังจากได้ทำสิ่งที่ดีให้แก่เพื่อนมนุษย์ แน่นอนว่าการเสียใจของคนใกล้ชิดย่อมมีเป็นธรรมดา แต่นี่คือความเป็นไปอันปกติธรรมดาของมนุษย์และโลกมิใช่หรือ?

สิ่งที่เราควรกลัว ไม่ใช่ “ความตาย” แต่น่าจะเป็น “การไม่ได้ทำในสิ่งที่รักก่อนตาย” หรือ “การไม่ได้ใช้ชีวิตวันสุดท้ายให้ดี” มากกว่า มีประโยคที่เราจำขึ้นใจมาจากหนังเรื่องหนึ่งว่า “ใช้ชีวิตทุกวันให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เพราะวันหนึ่ง มันจะเป็น” ส่วน Steve Jobs ก็เคยเล่าว่า เขาถามตัวเองทุกวันว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเขา เขาจะอยากทำสิ่งที่เขากำลังจะทำวันนี้หรือเปล่า เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังจะทำคือสิ่งที่หัวใจของเขาต้องการจริงๆ

ด้านหนึ่ง เราก็ใช้ชีวิตอย่างปกติธรรมดา มองทุกอย่างว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา อย่างเช่นความวุ่นวายบนท้องถนน การฝ่าฝืนกฎจราจร มันก็เป็นธรรมดาของเมืองที่มีประชากรหนาแน่นและแก่งแย่งแข่งขัน นี่เป็นวิธีคิดที่จะไม่ทำให้เราเป็นทุกข์หรือวิตกกังวลจนเกินเหตุกับสิ่งที่เผชิญทุกวัน

ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ต้องคิดทบทวนดูว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย สิ่งที่เราทำในวันนี้จะทำให้เราจากโลกใบนี้ไปด้วยจิตใจที่เป็นสุขหรือไม่

ตัวอย่างเช่น วันนี้เราขี่จักรยาน เราทำงานที่เรารักคือเขียนสคริปต์ข่าวทีวี เราได้พูดคุยหัวเราะกับเพื่อนร่วมงาน เรากินข้าวและเดินเที่ยวกับเพื่อน พูดคุยกับอาจารย์ที่เรารักถึงสองคน ครั้งสุดท้ายที่เราคุยกับคนที่เรารักเป็นการคุยที่ดี เราได้อ่านแนวคิดเต๋าที่เราชอบ เราได้พูดคุยและขอบคุณพระเจ้าแล้ว ดังนั้น สมมติว่าวันนี้เราโดนรถชนตายขณะปั่นจักรยานกลับหอ การตายครั้งนี้ก็จะเป็นการตายที่เราพอใจ สบายใจ ไม่ห่วง ไม่กังวล

การที่เราเกิดมาแปลว่าเราสามารถตายได้ “โอกาสที่จะตาย” จึงเป็นสิ่งที่อยู่กับเรามาตั้งแต่วันที่เราเกิด “ความกลัวตาย” เป็นกลไกของสิ่งมีชีวิตเพื่อการดำรงรักษาเผ่าพันธุ์ เพียงแต่ว่าต้องอยู่ในระดับที่พอดีจึงจะมีประโยชน์ ถ้ากลัวมากเกินไปมันก็จะย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ (เช่น เครียดจนเส้นเลือดในสมองแตกตาย)

เนื่องจากเราเขียนเรื่องนี้ในเดือนเกิดที่เราอายุครบ 21 ปี จึงขอทิ้งท้ายด้วยวลีสุดฮิตว่า…

สุขสันต์วันเกิดค่ะ

25570424-230350.jpg

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s