เดือนนี้ดูภาพยนตร์ไปสามเรื่องถ้วน

ImageDisclaimer:เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆนะคะ และไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ภาพยนตร์แต่อย่างใด แต่อยากบันทึกความคิดที่ได้หลังจากดูภาพยนตร์ค่ะ 

 

1. Captain America: The Winter Soldier (2014)

เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่โดยค่าย Marvel อีกเรื่องหนึ่งที่ดูแล้วไม่ผิดหวัง เรื่องนี้ได้พยายามทำให้ซุปเปอร์ฮีโร่ดูใกล้ความเป็นคนปกติธรรมดามากขึ้น ดูจากฉากแรกที่วิ่งออกกำลังกาย แต่จริงๆนางก็วิ่งเร็วเกินมะนุดมะนาอยู่ดีแหละนะ ฮ่าๆ แต่ชอบไอเดียของเรื่องนี้ที่ทำให้คนเข้าถึงซุปเปอร์ฮีโร่ได้มากขึ้นค่ะ (ป.ล.ลืมเก็บตั๋วเรื่องนี้ไว้ TT)

 

2. Transcendence (2014)

เรื่องนี้ก็ดีค่ะ ชอบ… เป็น Sci-fi แต่เราตีความไปในแนวโรแมนติกเฉยเลย ก็คือว่า “ชีวิตคู่จะอยู่ยืนยาวได้ นอกจากความรักแล้วต้องมีความเชื่อใจเป็นสำคัญ เชื่อใจแม้จะไม่มีอะไรให้เชื่อเลยก็ตาม” นี่คือสาระสำคัญที่เราได้จากหนังเรื่องนี้

ส่วนอีกข้อความหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการจะบอกคือ “คนเรากลัวในสิ่งที่เราไม่รู้” อันนี้หนังสื่อโดยให้ตัวละครพูดประโยคนี้ออกมาตรงๆเลย

แน่นอนค่ะ การที่ Will เข้าไปควบคุมเครือข่ายอินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ และสร้างเทคโนโลยี รวมถึงวิทยาการทางการแพทย์ที่ล้ำขนาดนั้นได้ ทำให้มีฝ่ายที่กลัว เพราะมันเหมือน Will เป็นพระเจ้า ที่ควบคุมบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างในโลก และ multiply ตัวเอง แทรกซึมไปทุกหนทุกแห่งเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองจะไม่มีทางสูญหายไปจากโลก แต่เอาเข้าจริงแล้วนี่ก็เป็นสิ่งใหม่สิ่งหนึ่งในโลก สิ่งใหม่ที่กำลังก่อตัวและถูกแนะนำให้โลกรู้จัก

แต่ก็อย่างที่บอก “คนเรากลัวในสิ่งที่เราไม่รู้” ก็เลยมีกลุ่มที่พยายามกำจัดสิ่งนี้ โดยใช้ไวรัสในการทำลายใช้คนที่ Will รักที่สุดเป็นเครื่องมือในการแทรกซึมเข้าไปทำลาย Will ซึ่งเรามองว่ามันก็เหมือนกับวันที่โลกรู้จักสิ่งใหม่ อย่างเช่น วันแรกที่สร้างโทรศัพท์สำเร็จ ซึ่งทำให้คนที่อยู่คนละที่คุยกันได้โดยไม่ต้องขี่ม้าไปหากัน (สมมติ) มันคงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากสำหรับคนยุคนั้น และตอนแรกคงมีคนที่กลัวโทรศัพท์ด้วย โดยอาจมองว่านี่เป็นการเล่นตลกกับระยะทาง เป็นรูปแบบของความพยายามทำตัวเป็นพระเจ้าอย่างหนึ่ง แต่พอผู้คนรู้จักโทรศัพท์แล้ว ก็ไม่กลัวหรือต่อต้านมันอีกต่อไป

เพิ่งมาคิดได้เพิ่มอีกหนึ่งอย่างว่า หนังเรื่องนี้ทำให้เราเห็นภาพว่า เทคโนโลยีคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อเอาชนะธรรมชาติทั้งนั้น โดยดูจากฉากจบที่ดอกทานตะวันในสวนยังเบ่งบานและสดชื่นมีชีวิตชีวา แตกต่างจากต้นไม้อื่นๆที่แห้งตายหมด ซึ่งเหตุที่ดอกทานตะวันดอกนั้นยังไม่ตายก็เพราะมันถูกหล่อเลี้ยงด้วย “หยดน้ำกลายพันธุ์” (หรือจะมองว่าเป็นความรักที่ยังไม่เสื่อมคลายของ Will และ Evelyn ที่อยู่ในหยดน้ำก็ได้ ^^)

 

3. Under The Skin (2013)

เรื่องนี้ดูจบแล้วหดหู่ค่ะ ที่จริงตอนดูก็หดหู่ แต่ระหว่างดูเราได้ทำการอั้นฉี่ก่อนที่จะลุกออกไปฉี่กลางเรื่อง (ซึ่งห้องน้ำอยู่ไกลมาก) ทำให้ขาดสมาธิไปช่วงหนึ่งและไม่ได้ดูฉากบางฉาก

เข้าใจ แต่ไม่ได้เข้าใจทั้งหมดนะคะ สาระสำคัญของหนังเรื่องนี้ก็คือ “มนุษย์เราเข้าหากันที่รูปลักษณ์ภายนอก” ค่ะ ผู้ชายเห็นผู้หญิงสวยแล้วหลงเลย ไม่พิจารณาให้ลึกซึ้งที่ภายในก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรกับผู้หญิง และองค์ประกอบหลายอย่างของเรื่องนี้ก็นำมาสู่แก่นนี้ทั้งนั้น เช่น กระจก เงาสะท้อน (ซึ่งทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของคนเรา) กุหลาบที่ดูสวยงามแต่แท้จริงแล้วเป็นอันตราย

ชอบตรงที่เรื่องนี้เหมือนจะประชดเสียดสีสังคมตรงที่ว่า ผู้ชาย “ทุกคน” เมื่อเห็นผู้หญิงสวยแล้วจะต้องมีเพศสัมพันธ์ด้วยเสมอเมื่อมีโอกาสเหมาะเจาะ แม้เธอจะไม่ยินยอมก็ตาม

ส่วนทางฝ่ายหญิงก็มีการโต้กลับ โดยใช้จุดอ่อนข้อนี้ของผู้ชายมาเป็นเครื่องมือล่อลวงชายไปสู่ความตาย อาจดูเหมือนฝ่ายหญิงร้ายกาจ แต่ฝ่ายผู้ชายก็ร้ายกาจพอกัน ที่มองผู้หญิงสวยเป็นเครื่องบำบัดความใคร่ของตนเองเท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่าผู้หญิงไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เลย (เพราะอย่างนี้เองภาพยนตร์จึงได้กำหนดให้ผู้หญิงเป็นเอเลี่ยน ไม่ใช่มนุษย์)

มีผู้ชายคนหนึ่งที่เข้าหาผู้หญิงคนนี้ในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ที่ต้องการความช่วยเหลือคนหนึ่ง โดยเขาได้ให้ที่พักพิง จัดหาอาหารให้ และพยายามข่มใจไม่คิดเรื่องอย่างว่ากับผู้หญิง (ดูจากตอนถือถ้วยกาแฟเข้ามาให้ในห้องนอนแล้วมือสั่น) และท้ายที่สุดแล้วผู้หญิงก็มีอะไรกับผู้ชายคนนี้ด้วยความยินยอมพร้อมใจ แต่เธอลืมไปว่าความเป็นมนุษย์ของเธอถูกฉาบไว้แค่เนื้อหนังมังสาหรือเปลือกนอกเท่านั้น ส่วนภายในเธอไม่ใช่มนุษย์ ดังนั้นผู้ชายคนนี้จึงไม่สามารถ “เข้าไป” ข้างในผู้หญิงคนนี้ได้ หรืออีกแง่หนึ่งคือระยะเวลาเพียงสั้นๆที่รู้จักกันไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ชายรู้จักตัวตนที่แท้ของผู้หญิงหรือมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้หญิงได้ แม้ผู้หญิงจะยินยอมก็ตาม

ส่วนผู้ชายอีกคนที่พยายามข่มขืนเธอเมื่อรู้ว่าเธอมาคนเดียว ก็จบลงที่การได้รู้ว่าแท้จริงแล้วผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่มนุษย์ และสิ่งที่เขาทำเมื่อได้รับรู้ดังนี้คือ การเผา เพื่อทำลายสิ่งแปลกปลอมนี้ให้สิ้นไป ไฟคือการชำระล้างให้บริสุทธิ์ แต่เราจะเห็นว่าเจ้าตัวสีดำนี้เมื่อโดนเผาแล้ว ควันดำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าซึ่งตัดกับพื้นหลังที่เป็นหิมะสีขาว สุดท้ายถูกพัดและตกลงสู่เบื้องล่างดังเดิม ไม่ได้ลอยขึ้นและกลมกลืนไปกับหิมะสีขาว จึงสรุปได้ว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้ไม่อาจถูกชำระล้างให้บริสุทธิ์ได้ หรือก็คือ ผู้หญิง เมื่อโดนผู้ชายทำให้แปดเปื้อนด้วยมลทินแล้ว ไม่อาจชำระล้างให้บริสุทธิ์ได้อีก แต่มันจะเป็นตราบาปติดตัวผู้หญิงเรื่อยไปตราบเท่าที่หิมะยังเป็นสีขาวนั่นเอง

แต่อย่างที่บอกคือ มีหลายองค์ประกอบที่เรายังตีความไม่ได้ เราจึงยังไม่เข้าใจหนังเรื่องนี้ทั้งหมด และที่เราคิดไว้นี้อาจผิดก็ได้ เพราะถ้าเข้าใจความหมายขององค์ประกอบอื่นๆ ก็อาจส่งผลให้การตีความหนังเรื่องนี้เปลี่ยนไปบ้างไม่มากก็น้อย

Advertisements

2 thoughts on “เดือนนี้ดูภาพยนตร์ไปสามเรื่องถ้วน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s