Image

ดิ อเมซิ่งสไปเดอร์แมนสอง เรื่องของคนชายขอบ

Disclaimer: ต้องขอออกตัวก่อนนะคะว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ภาพยนตร์ เพียงแต่อยากบันทึกความคิดที่ได้หลังจากดูหนังเท่านั้น และเราก็เคยดูสไปเดอร์แทนภาคก่อนๆ แต่จำเนื้อเรื่องไม่ได้แล้ว จึงเหมือนกับไม่ได้เคยดูนั่นเอง ดังนั้นจะขอเขียนถึง The Amazing Spider-Man 2 (2014) เท่านั้นค่ะ 

ขอบคุณภาพจาก imdb.com

เรื่องนี้เป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องของคนชายขอบ โดยตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องก็เป็นโจรคนหนึ่งที่ขโมยรถ(หรือของในรถ)แล้วโดนตำรวจไล่ตามเป็นโขยง จำไม่ได้แล้วว่าโจรพูดว่าอะไร แต่น่าจะมีคำพูดประมาณว่า “ทำแบบนี้แสดงว่ายังไม่รู้จัก(ชื่อเรียกโจร)ดีพอ” โดยในการพูดเขาจะต้องตะโกนออกไปให้ดัง เพื่อให้ผู้คนได้ยินเสียงของเขานั่นเอง และในฉากจบ โจรคนนี้กลับมาอีกครั้งในร่างของหุ่นยนต์ (Rhino…) และมีการแนะนำชื่อของตัวเองแก่ผู้คนด้วยเสียงอันดัง เพื่อให้ตนเป็นที่รู้จัก

อีกคนหนึ่งคือแมกซ์ ดิลล่อน คนนี้ชัดมากว่าเป็น invisible guy อย่างแท้จริง แม้จะเป็นผู้ออกแบบแผงวงจรไฟฟ้าทั้งหมดแต่กลับไม่มีใครรู้จักชื่อเขาเลย หรือแม้เข้าไปซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและเสียชีวิตลง ก็กลับไม่มีใครได้รับรู้เรื่องราวของเขา เราว่าหนังเน้นความเป็น nobody ของแมกซ์มากจนถึงขั้นเอาไปทำเป็นมุขตลก อย่างเช่นตอนที่แมกซ์เจอกับเกว็นในลิฟต์ หรือตอนที่ให้เค้กวันเกิดตัวเอง ที่ทำให้เรารู้สึกได้ว่าแมกซ์ดูหมกมุ่นกับความเป็น nobody ของตัวเองมาก มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็น somebody มาก ถ้ารู้ว่ามีใครต้องการเขาหรือแม้แต่จำชื่อเขาได้เขาจะดีใจมาก

ตอนที่แมกซ์กลายเป็นอิเล็คโตรไปแล้ว เขาก็ต้องแนะนำตัวเอง “ข้าคืออิเล็คโตร” เพื่อให้ชื่อของตนเป็นที่รู้จัก และตอนที่อิเล็คโตรปรากฏตัวในที่สาธารณะครั้งแรกที่ Times Square ก็เป็นครั้งแรกที่แมกซ์ได้มีพื้นที่ในสื่อ (ใบหน้าของเขาปรากฏบนจอภาพทุกภาพบนตึก) และในสังคม (ชาวเมืองนิวยอร์คต้องเว้นพื้นที่ให้เขา) แต่แล้วไม่นานภาพของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยสไปเดอร์แมน ซึ่งทำให้แมกซ์โกรธมาก เพราะถือว่ายิ่งสไปเดอร์แมนถูกยกย่องมากเท่าไรแมกซ์ก็ยิ่งถูกกดลงเท่านั้น นอกจากนี้ การปรากฏตัวในเวลากลางคืนให้ sense ของความเป็นผี (จริงๆก็คือแมกซ์เป็นผีนั่นแหละ เพราะแมกซ์ตายไปแล้ว) ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ไร้ตัวตน ล่องหน ถูกปฏิเสธ และต้องถูกกำจัดออกไปจากสังคม และจัดวางให้อยู่ในที่ที่ควรอยู่ มิเช่นนั้นจะเป็นภัยคุกคามต่อสังคมได้

ตัวร้ายอีกตัวหนึ่งคือกรีนก๊อบลิน หรือแฮร์รี่ ออสบอร์น แม้จะไม่ใช่ invisible guy แต่ก็เป็นคนที่โดดเดี่ยวมากๆ ถูกเขี่ยทิ้งจากบริษัทของตัวเอง และเป็นคนที่ไม่มีเพื่อนเลย เพื่อนคนเดียวที่มีคือปีเตอร์ก็ดูเหมือนจะไม่มีเยื่อใยให้เขา เพราะปีเตอร์ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือเมื่อแฮร์รี่ร้องขอ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าแฮร์รี่เป็นคนที่เคยมีตัวตนแต่ตอนหลังถูกสังคมปฏิเสธ ซึ่งบังคับให้เขาต้องกลายเป็นกรีนก๊อบลินในภายหลัง ตอนท้ายเรื่องที่เขาใส่ชุดนักโทษสีส้มนั่งอยู่ในห้องขัง เงาสะท้อนที่บิดเบี้ยวสื่อว่า จิตใจหรือตัวตนภายในของเขาบิดเบี้ยวหรือเสียหายไปหมดแล้ว และไม่อาจรักษาเยียวยาได้เหมือนอย่างร่างกาย

โดยรวมคือคนชายขอบเหล่านี้จะพยายามทำตัวให้คนเห็น ให้คนรู้จัก รับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของเขา จะเห็นได้จากการที่ตัวร้ายเหล่านี้ต้องแนะนำชื่อตัวเองเมื่อปรากฏตัวในที่สาธารณะ ส่งเสียงให้ดัง และทำพฤติกรรมที่ก่อกวนความสงบเรียบร้อยของสังคมเพื่อให้ผู้คนหันมาสนใจ (ซึ่งสามารถเทียบเคียงได้กับสิ่งที่กลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า “แว้นซ์” ทำ กล่าวคือ รถธรรมดาขับไม่ได้ ต้องไปแต่งท่อเพื่อให้เสียงดัง ขับด้วยความเร็วปกติไม่ได้ ต้องขับให้เร็วสุดโต่ง คอยก่อกวนความสงบเรียบร้อยของย่านที่อยู่อาศัยและเป็นภัยคุกคามต่อผู้ใช้รถใช้ถนน)

พูดถึงด้านของตัวร้ายกันไปแล้ว มาพูดถึงสไปเดอร์แมนกันบ้าง การที่ปีเตอร์สวมชุดสไปเดอร์แมนออกไปจับอาชญากรในเมืองก็เป็นการสวมบทบาทของผู้รักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมหรือก็คือบทบาทของตำรวจนั่นเอง ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าปีเตอร์ไม่ได้สวมชุดสไปเดอร์แมนเขาก็เป็นพลเมืองนิวยอร์คธรรมดาที่เรียนหนังสือ หาเงิน มีแฟน และรักแฟน จะเห็นว่าคนคนหนึ่งมีบทบาทมากกว่า 1 บทบาท และถ้าเราอยู่ในบทบาทไหนก็ต้องทำหน้าที่ตามบทบาทนั้นให้ดีที่สุด ดูอย่างตอนที่ปีเตอร์ในชุดสไปเดอร์แมนกำลังแอบมองเกว็นอยู่ เมื่อเห็นว่ามีไฟไหม้เขาก็ต้องละสายตาจากเกว็นและรีบเข้าไปช่วยตรงที่ไฟไหม้ทันที

การที่ปีเตอร์ในชุดสไปเดอร์แมนสามารถออกไปปราบผู้ร้ายและทำลายข้าวของได้เป็นเพราะสังคมให้ความชอบธรรม หรืออนุญาตให้ทำได้ แม้ในตอนแรกจะมีเสียงครหาว่า “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดีกว่า”, “ภาษีพวกตรูนี่แหละที่ต้องจ่ายเพื่อซ่อมของที่เสียหายพวกนั้น” แต่ท้ายที่สุดในตอนจบของเรื่อง ก็กลายเป็นว่า สังคมคาดหวังให้สไปเดอร์แมนออกมาจัดการกับตัวร้าย และเราก็ได้เห็นว่าชุดสไปเดอร์แมนนั้นใครจะเอามาใส่ก็ได้ แต่จะมีคนเดียวที่เป็นสไปเดอร์แมน คือปีเตอร์ นั่นหมายความว่าแม้เราจะมีชุด แต่ถ้าไม่มีความสามารถ เราก็ไม่สามารถเป็นในสิ่งที่เราไม่ได้เป็นได้ ดังนั้นเปลือกนอกจึงสำคัญต่อการ acknowledge ให้สังคมทราบว่าเรามีบทบาทอะไรเท่านั้น แต่การ “เป็น” ในบทบาทนั้นๆอย่างแท้จริงมาจากภายในล้วนๆ

สไปเดอร์แมนพิเศษตรงที่ความ unique ของตัวตน สไปเดอร์แมนมีคนเดียวในโลกและไม่มีใครสามารถลอกเลียนได้ นี่อาจทำให้ The Amazing Spider-Man 2 ครองใจผู้ชมนับไม่ถ้วน เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะเราต่างก็อยากจะเป็นที่รักและต้องการของสังคม เหมือนอย่างสไปเดอร์แมนนั่นเอง

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s