หนึ่งเหตุผลที่ฉันลาออกจากหอใน (1)

เป็นที่รู้กันว่าสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งของการมาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย 4 ปีของนักเรียนต่างจังหวัด คือหอพัก ยิ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในย่านเศรษฐกิจอย่างเขตปทุมวัน ที่มีคนอยู่อาศัยหนาแน่น ที่ดินมีราคาแพง ทำให้ค่าเช่าหอต่อเดือนก็แพงขึ้นเป็นเงาตามตัว ยังไม่ต้องนับค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการต้องติดอยู่ในกับดักการจราจรของกรุงเทพฯทุกวันเพื่อมาเรียนที่มหาวิทยาลัย… หอพักฯที่มีชื่อเล่นว่า “หอใน” จึงดูจะเป็นหอพักที่ตอบโจทย์สำหรับนักเรียนที่มาจากต่างจังหวัดบ้านไกล 

ด้วยคุณสมบัติที่ดูเหมือนจะเพียบพร้อม ทั้งเรื่องตำแหน่งที่ตั้งที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าเดินทาง ค่าเช่าหอที่คิดเป็นรายเทอม (1 เทอมมีประมาณ 4 เดือน) เทอมละประมาณ 5,000 บาท ค่าน้ำไม่ต้องจ่าย ค่าไฟจ่ายแบบเหมาจ่ายเป็นรายชนิดของเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้มีผู้ประสงค์จะอยู่หอในมากเสียจนต้องมีการคัดเลือกโดยการสัมภาษณ์ และมีกฎเกณฑ์เพื่อคัดออกในแต่ละเทอมเพื่อให้มีที่ว่างสำหรับนักเรียนที่มีคุณสมบัติ “พึงประสงค์”

ที่กล่าวมานั้นเป็นข้อดีที่ทำให้หอในเป็นที่ปรารถนาของบรรดานิสิต แต่ข้อที่ (ฉันจัดว่า) เป็นข้อเสียคือ ห้องน้ำที่ต้องใช้ร่วมกับคนอีก 40 คนที่ในจำนวนนั้นมีผู้แช่จานชามให้ส่งกลิ่นเน่าเหม็นอยู่ทุกๆวัน เครื่องซักผ้าแบบหยอดเหรียญที่ 1 เครื่องมีไว้ให้สำหรับคน 80 คน ห้องนอนสำหรับ 4 คนที่หากเปิดไฟในห้องแม้จะเปิดดวงเดียวก็สามารถส่องถึงทุกคนที่กำลังพยายามข่มตานอนอยู่บนเตียงได้ ยังไม่นับรวมเศษของเสียจากร่างกายมนุษย์ไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น (เช่น เศษผม ชั้นหนังกำพร้าที่หลุดลอก ฯลฯ) รวมทั้งฟอสซิลสิ่งของที่สุมกันอยู่ตามซอกเตียง ที่ไม่มีอุปกรณ์ใดอาจเอื้อมเข้าไปทำความสะอาดถึง

นอกจากนี้ตลอดทั้งเทอม (หรือปี?) ที่ผ่านมา ชาวหอในทุกคน (และทุกตัว) ยังต้องแบกรับต้นทุนการ(เร่ง)ก่อสร้าง “หอพักหลังใหม่ติดแอร์” ที่มาในรูปของฝุ่นขนาดเล็กจากการก่อสร้างที่ล่องลอยเข้ามาให้หายใจในห้องนอนอย่างทั่วถึง เสียงการก่อสร้างที่โหมกระหน่ำโสตประสาทชนิดที่ว่าอยู่หอเมื่อไหร่ก็ได้ยิน การเสียชีวิตของลูกหมาที่โดนรถบรรทุกก่อสร้างทับ ฯลฯ

แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นไม่ใช่เหตุผลที่ฉันลาออกจากหอใน เหตุผลที่แท้จริงคือสิ่งที่ฉันกำลังจะเล่าต่อไปนี้

เรื่องมันเริ่มมาจาก… มีโปสการ์ดใบหนึ่งหายไป

เป็นโปสการ์ดที่เกิดจากคำสัญญาระหว่างคนสองคน หนึ่งเป็นชาวไทย อีกหนึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น ว่าทุกๆปี ในวันขึ้นปีใหม่ พวกเธอจะส่งคำอวยพรและความคิดถึงให้แก่กันผ่านทางไปรษณีย์

เป็นโปสการ์ดที่ถูกแต่งแต้มด้วยถ้อยคำจากใจ ส่งทางไปรษณีย์จากญี่ปุ่นถึงเมืองไทย และมันก็หายสาบสูญไปในกองจดหมายเป็นหมื่นๆฉบับของตู้จดหมาย “หอใน” แห่งนี้

ใช่… ผู้มีชื่อเป็นผู้รับโปสการ์ดใบนั้นคือฉันเอง ในขณะที่จดหมายของฉันส่งถึงผู้รับที่ญี่ปุ่นอย่างปลอดภัย และทางโน้นก็ยืนยันว่าโปสการ์ดใบนั้นถูกส่งมาถึงเมืองไทยแล้ว แต่มันกลับไม่ถึงมือฉัน

ที่แย่กว่านั้นคือเมื่อฉันไปสอบถามจากเจ้าหน้าที่ของหอใน กลับได้รับคำตอบที่มาพร้อมสีหน้าท่าทีไม่เต็มใจตอบ “จดหมายวันนึงเข้ามาเป็นสามสี่ร้อยฉบับ จะไปตามได้ยังไง” และคำแนะนำที่ได้รับคือ “ลองไปค้นดูที่ตู้จดหมายของตึกอื่นๆ เผื่อมันจะหลงไป”

และนี่คือระบบการจัดการไปรษณีย์ของหอพักฯ ที่ทำให้ฉันมั่นใจเกินร้อยว่า ต่อไปนี้จดหมายทุกฉบับที่ฉันจะได้รับ จะไม่มีหลักประกันใดว่ามันจะอันตรธานหายไปหรือไม่ และถ้ามัน “อาจหลง” ไปอยู่ตึกอื่น ก็ต้องเป็นฉันเองที่เดินเข้าไปขออนุญาตยาม ค้นหาจดหมายกองมหาศาลตั้งแต่ปีไหนๆ ที่ผู้รับไม่สนใจมาหยิบ ดังที่ฉันได้ทำและค้นเจอเพียงความว่างเปล่า…

และแน่นอนว่า ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก

นี่เป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ฉันต้องย้ายออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุด

 

ป.ล. สิ่งที่ฉันสบายใจคือ การย้ายออกทำได้ง่ายกว่าการย้ายเข้ามาก โดยจากการสอบถามเจ้าหน้าที่(ที่หน้าไม่เคยรับแขก)ประจำหอพักฯ ได้ความว่า การย้ายออกก็แค่ยื่นใบแจ้งย้ายออก คืนบัตรคืนกุญแจ และขนของออกไป ต่างจากการย้ายเข้าและการอยู่ต่อที่มีระเบียบการคัดเลือกแน่นหนาและแสนจะรัดกุม

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s