อย่าเลิกห้องเชียร์

เคยถามเพื่อนที่อเมริกาว่า ที่มหาวิทยาลัยมีกิจกรรมอะไรสำหรับเฟรชชี่ที่เข้ามาใหม่ไหม? เขาบอกว่า ไม่มีหนิ
ฉันก็ถามต่อว่า อ้าว ถ้างั้นยูรู้จักคนอื่นได้ยังไง? เขาก็บอกว่า เราก็แค่เป็นเพื่อนกันไปเอง

อืม เป็นเพื่อนกันทั้งสี่ชั้นปีเลย ไม่มีลำดับความอาวุโส ไม่เรียกพี่เรียกน้อง ที่นั่นมีแต่เพื่อน 

ทุกคนดูมีความสุขสนุกสนานดี แต่ละคนผูกพันกันด้วยกิจกรรมบางอย่าง รู้จักกันข้ามคณะ ข้ามชั้นปี (โดยไม่ต้องมีสายรหัส) เพราะมีความสนใจบางอย่างร่วมกัน คบหาสมาคมกันบนพื้นฐานของความจริงใจและความสมัครใจ เช่น กิจกรรมชมรม ออกค่าย ไปโบสถ์ ฯลฯ

ใช่ว่าแต่ละคนจะต่างคนต่างอยู่เสียเมื่อไหร่…

กลับมาดูที่มหาวิทยาลัยที่เราอยู่บ้าง หรือถ้าจะให้เจาะจงก็ที่คณะของเรา เรามีกิจกรรมรับน้องไหม? แล้วกิจกรรมรับน้องนั้น มีเพื่ออะไร?

คณะที่ฉันอยู่มีกิจกรรมรับน้อง เรียกว่า ห้องเชียร์ ฉันเป็นผู้เข้าร่วมที่ ‘อิน’ กับมันมากตอนอยู่ปี 1, เป็นหนึ่งในทีมจัดกิจกรรมตอนอยู่ปี 2, เป็นผู้เฝ้ามองตอนอยู่ปี 3 และเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความละเหี่ยใจตอนอยู่ปี 4

ห้องเชียร์แต่ละปีมีรูปแบบเดิม ๆ ที่ถูกวางไว้ตั้งแต่สมัยไหนก็ไม่รู้ แต่สืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น ใช้วิธีสอนแบบ ‘ทหาร’ ที่บอกให้ทำตามโดยไม่ต้องแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถาม ห้องเชียร์ไม่เคยสอนให้รุ่นน้องตั้งใจเรียน แต่สอนให้รักเพื่อนรุ่นเดียวกัน ทำอะไรเป็นรุ่น ทำไปพร้อมๆกัน อย่าเอาเปรียบเพื่อน เคารพรุ่นพี่ ไหว้รุ่นพี่ ให้เกียรติผู้หญิง รักทุกคนในคณะ มีความ ‘เต็มที่แบบ…(ชื่อคณะ)…’ แต่งกายให้ถูกระเบียบ และที่สำคัญ “อย่าลืมมาทำละครด้วย”

ดูเหมือนว่า ละคร จะเป็นเหตุผลสำคัญของการมีอยู่ของห้องเชียร์ ละครเป็นกิจกรรมใหญ่ที่ต้องการคนมาช่วยทำเป็นจำนวนมาก มีการเช่าสถานที่ ขอสปอนเซอร์ ทำฉาก ประชาสัมพันธ์ ขายบัตรให้คนทั่วไปเข้าชม มีการแสดงทั้งหมด 10 รอบ และมีกำไร/ขาดทุน

แน่นอนว่าคนที่มาทำละครก็จะได้ประสบการณ์การทำงาน ได้รู้จักเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง ได้อะไรต่อมิอะไรมากมาย ฉะนั้น ละคร ก็ควรเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เป็นตัวเลือกในบรรดากิจกรรมทั้งหลายทั้งปวง

ทว่า ห้องเชียร์และความเป็นคณะที่ถูกสร้างขึ้น ได้ทำให้เกิดสำนึกที่ว่า ละครเป็นกิจกรรมที่คนทั้งคณะจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมแม้จะไม่มีการกำหนดว่าละครเป็นกิจกรรมบังคับ ห้องเชียร์ทำให้การระดมคนมาช่วยทำละครง่ายขึ้น ทำให้การเรี่ยไรเวลาจากคนในคณะเป็นไปอย่างไม่น่าเกลียด ทั้งเวลาส่วนตัว เวลาสำหรับกิจกรรมอื่น หรือแม้กระทั่งเวลาเรียนสำหรับบางคน

รุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการทำละครคือ ปีสี่ ซึ่งทำหน้าที่แบกรับความคาดหวังจากชาวคณะทั้งที่จบไปแล้วและที่ยังเรียนอยู่ ว่าจะต้องทำละครออกมาให้ได้ ‘มาตรฐาน’ อย่างที่รุ่นก่อนๆได้ทำไว้

เราจึงไม่พบความแปลกใหม่ในแง่ของรูปแบบของละคร ทุกปีจะเป็นละครที่มีบทพูด มีนักแสดงมากกว่า 1 คน มีฉาก musical ฉากจะต้องทำด้วยโฟมและการเปเปอร์มาเช่ เรียกว่าทำเช่นนี้กันมาจนเป็นประเพณีก็ได้

ส่วนเหตุผลข้ออื่นๆของการมีห้องเชียร์คณะคือ การธำรงรักษาแบบแผนปฏิบัติของการดำรงชีวิตในคณะไว้ รักษา “ความเป็น…(ชื่อคณะ)…” ไว้ ใครที่ผิดแผกไปจากนี้จะต้องโดนควบคุมกดดันทางสังคม ยกตัวอย่างเช่น สมัยฉันอยู่ปี 1 มีวันหนึ่งที่ไม่อยากใส่รองเท้าเปปเปอร์มินต์สีขาวมาเรียน (เด็กปี1คณะนี้ต้องใส่รองเท้าเปปเปอร์มินต์สีขาวทุกคน) ฉันก็เลยใส่รองเท้าหนังสีน้ำตาลมา ขณะกำลังเดินอยู่ในคณะช่วงพักเที่ยง รุ่นพี่คนหนึ่งก็มาเตือน สักพัก เพื่อนคนหนึ่งที่รุ่นพี่สั่งมาอีกที ก็มาเตือน สุดท้ายฉันต้องเดินกลับหอเพื่อเปลี่ยนรองเท้า เพราะรู้สึกว่าไม่สามารถใส่รองเท้าสีน้ำตาลแล้วเดินในคณะนี้ได้อย่างสบายใจ

มีกฎเกณฑ์และประเพณีหลายอย่างที่ ‘ครอบ’ คณะนี้อยู่ พื้นที่ในคณะจึงไม่ต่างอะไรจากโลกในกะลาที่ปิดกั้นไม่ให้แต่ละคนมีเสรีภาพเลือกใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการ แต่ต้องอยู่ภายใต้แบบแผนที่แม้จะไม่ได้แนบเนียน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ตัว หลายคนอาจรู้ตัวแต่ก็เลือกที่จะอยู่ในนั้นอย่างเต็มใจ เพราะสบายใจ

หากยึดถือสิทธิของปัจเจกเป็นคุณค่าสูงสุด ใครจะอยู่ข้างในหรือข้างนอกไม่สำคัญ แต่สำคัญที่การเคารพทางเลือกของแต่ละคน ห้องเชียร์หรือประเพณีไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่การนำมันมาใช้อย่างไม่ลืมหูลืมตา

ถ้ายังไม่พร้อม อย่าเลิกห้องเชียร์เลย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s