โลกภัยไข้เจ็บ

วันนี้ฉันจะขอพูดซ้ำคำที่มีผู้พูดแล้วหลายยุคหลายสมัยว่า “สังคมกำลังป่วย” เพราะบทสนทนาที่บังเอิญได้ยิน ข้อเขียนที่บังเอิญได้อ่าน และการกระทำที่บังเอิญได้ประสบพบพาน ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ล้วนสะท้อน “อาการป่วย” บางประการในวิธีคิดของหลาย ๆ คน จนฉันอดไม่ได้ที่จะสรุปแก่ตัวเองด้วยประโยคที่คุ้นหูมากเสียจนน่าเบื่อหน่าย…

“สังคมกำลังป่วย” เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไร้ความหมาย หรือเป็นถ้อยความกำกวม ไม่ได้บอกอะไรชัดเจนในตัวมันเอง แต่สิ่งที่ฉันกำลังจะเล่าต่อไปนี้ น่าจะพอให้ความหมายแก่ถ้อยคำดังกล่าวได้บ้าง อันที่จริง ฉันไม่ได้จะเล่าอะไรพิเศษพิสดารเลย มันคือสิ่งที่ใคร ๆ ก็ประสบพบเจอจนชินชา แต่ฉันกลับ ‘ฉุกคิด’ และเก็บมันไป ‘ครุ่นคิด’ ดังนั้น อาจเป็นฉันเองที่ “ป่วย” ก็ได้ ไม่ใช่คนอื่น ไม่ใช่สังคม และหากเป็นเช่นนั้น ฉันก็หวังว่าการได้บอกเล่าเรื่องราวอันน่ากระอักกระอ่วนใจไว้ ณ ที่นี้ จะพอช่วยบรรเทาอาการป่วยของฉันได้บ้าง

1. บังเอิญได้ยินคนขับรถตู้โดยสารคุยกับเพื่อนของเขาตอนหนึ่งว่า

“…วันนั้นมีคนโบกหน้าเดอะมอลล์แล้วมันจอดรับ ตำรวจเรียกเลย เอาเลย โอ้โห! นิดเดียวก็ไม่ได้เลยตำรวจนี่ ดูสิ แค่จอดรับผู้โดยสารแปบเดียว”

ฉันตกตะลึงไปชั่วขณะเมื่อได้ฟังวิธีคิดแบบนั้น เพราะเขามองว่าการปฏิบัติตามกฎหมายไม่สำคัญเท่าผลประโยชน์ส่วนตัว และผู้รักษากฎหมายก็กลายเป็น “ผู้ร้าย” ในสายตาของเขา กลายเป็นว่าตำรวจคือคนที่ไปขัดขวางไม่ให้รถตู้จอดรับผู้โดยสารในที่ห้ามจอด, กลายเป็นว่าการจอดรับผู้โดยสารในที่ห้ามจอดเพียง “แปบเดียว” เป็นเรื่องที่รับได้, “แปบเดียว” นั้นไม่ได้ทำให้รถติดเพิ่มขึ้น หรือทำให้ผู้ใช้ถนนคนอื่นเดือดร้อนขึ้นมากมายสักเท่าใด

แต่ลองคิดดูว่า ถ้าผู้ขับรถทั้งถนนต่างก็คิดว่า “แปบเดียว” ถนนจะวุ่นวายขนาดไหน จอดแปบเดียว ปาดนิดเดียว แทรกคันเดียว ย้อนศรแปบเดียว กลับรถ(ในที่ห้ามกลับ)แปบเดียว ความเสียหายจากการอะลุ่มอล่วย “แปบเดียว” นั้นมารวมกัน ย่อมจะไม่ใช่ ‘นิดเดียว’ อย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้น เมื่อใครก็ตามละเมิดกฎด้วยเหตุผลว่า ‘แปบเดียว’ เขาคนนั้นกำลังเบียดเบียนส่วนรวม หรือละเมิดสิทธิของผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ อยู่ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

‘แปบเดียว’ นี้เองคือวิธีคิดที่สะท้อนการเบียดเบียนผู้อื่นเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่ถ้าสังคมใด ‘โอเค’ กับมัน ย่อมแสดงว่าสังคมนั้นกำลังมีปัญหาในระดับรากฐานการคิด หรือกำลังป่วยอยู่นั่นเอง

2. จากสเตตัสใน Facebook นาทีชีวิตของพนักงานออฟฟิศคนหนึ่งที่นั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คือเมื่อเลขนับถอยหลังไฟแดงเป็น 5 4 3 2 1 0 แล้วไฟเขียว มอเตอร์ไซค์ก็ออกตัวทันที แล้วมีรถที่ฝ่าไฟเหลืองพุ่งเข้ามาหา เกือบชน แต่เบรคทัน พนักงานคนดังกล่าวมองว่าปัญหาอยู่ที่ วิธีการแสดงเลขนับถอยหลัง ที่ทำให้คนลืมดู นึกไปว่าปลอดภัยก็เลยออกตัวทันที

ฉันสะดุ้ง… หรือการฝ่าไฟเหลืองจะถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วในสังคมนี้? ปัญหาน่าจะอยู่ที่รถที่เห็นว่าไฟมันจะแดงแล้วยังฝ่า มากกว่าอยู่ที่การออกแบบวิธีแสดงสัญญาณไฟจราจร เพราะเท่าที่ฉันสังเกต สัญญาณไฟจราจรมีมาตรการเรื่องความปลอดภัยตรงที่การเผื่อเวลาเปลี่ยนไฟอย่างน้อย 4 วินาทีเพื่อให้แน่ใจว่ารถฝั่งหนึ่งจะจอดสนิทก่อนที่อีกฝั่งหนึ่งจะออกตัว และไฟเหลืองก็มีไว้เพื่อให้มั่นใจจริงๆว่าจะจอดทัน ดังนั้น ถ้าฝั่งเราไฟเขียวแล้ว แต่ยังมีรถวิ่งมาจากอีกฝั่ง แสดงว่าเขาต้องฝ่าไฟแดงออกมาอย่างแน่นอน ปัญหาจึงอยู่ที่รถที่ฝ่าไฟแดง หรือเห็นไฟเหลืองแล้วไม่ยอมจอดนั่นแหละ

วิธีป้องกันตัวเองจากวิกฤตดังกล่าวคือ ก่อนจะออกตัวตอนไฟเขียวต้องมองให้แน่ใจว่าไม่มีรถฝ่ามา พูดถึงตรงนี้แล้วก็นึกถึงประสบการณ์ของตัวเองสมัยอยู่ ม.5 ฉันเคยโดนรถมอเตอร์ไซค์พุ่งฝ่าไฟแดงมาชนเข้าอย่างจังกลางสี่แยก มอเตอร์ไซค์ของฉันล้มและเครื่องดับ (ไม่รู้ทำไมเวลามอเตอร์ไซค์ล้มแล้วเครื่องถึงดับทุกที) นี่แหละ ผลของการฝ่าไฟแดง เจ็บตัว รถเสียหาย และยังช้ากว่าเดิมอีก

ฉันพบเห็นรถที่ฝ่าไฟแดงมากและบ่อยจนกระทั่งเกิดความคิดว่า เอาออกไปดีมั้ย? ไฟเขียวไฟแดง เพราะมีแล้วก็ไม่ทำตาม ไม่มีประโยชน์ที่จะมี…

เริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่า สังคมป่วย หรือฉันป่วย

3.รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้ามาจอดเทียบทางเท้าแล้วบีบแตรเรียกผู้โดยสาร ประหนึ่งว่าคนทุกคนที่เดินเข้ามาในซอยจะต้องใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ นั่นทำให้ฉันงงมาก คนที่นี่เดินเข้าซอยเองไม่ได้แล้ว ต้องนั่งวินอย่างเดียวหรือ? แต่อันที่จริง ฉันจะตัดสินไปอย่างนั้นก็ไม่ถูก เพราะฉันยังไม่ได้เล่ารายละเอียดเลย

เหตุที่มีมอเตอร์ไซค์วนมาบีบแตรเรียก (“ปี๊นนนนนนนนน” ยาวมาก แสบแก้วหูจริงๆ) คงเป็นเพราะเขาเห็นฉันพยายามเดินแซงคนที่เดินอยู่ข้างหน้า ประหนึ่งว่าจะแซงคิวการขึ้นมอเตอร์ไซค์ แต่ที่จริงฉันพยายามเดินแซงเพราะฉันจะไม่ขึ้น และฉันจะเดินเร็ว (แต่คนข้างหน้าเดินช้า) ฟุตบาทก็แคบ แซงไม่ได้ จะลงจากฟุตบาทไปแซงก็ไม่ได้ เพราะมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดขวาง ฉันจึงไม่รู้จะทำตัวอย่างไรถูก ประกอบกับขณะนั้นกำลังโมโหที่ BTS ตัดเที่ยวของฉันไปด้วย* แล้วมาเจอคนเดินช้าอีก ก็คิดคำพูดไม่ออก คิดได้แต่ “ขวางทางค่ะ!!” แต่ก็ยับยั้งไว้ไม่ได้พูดออกไป

เรื่องนี้ทำให้ฉันตระหนักว่า คนที่นี่ขี้เกียจเดิน และเมื่อเดินก็เดินช้ามาก และยังพร้อมจะใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ไม่มีความปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย หลายคันขับฝ่าฝืนกฎจราจร (เช่น ฝ่าไฟแดง ไม่ใส่หมวกกันน๊อค ขึ้นฟุตบาท ย้อนศร ฯลฯ) ขับด้วยความประมาท ขับเร็ว ขับระราน และเป็นวินที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายเยอะมาก สังเกตจากป้ายทะเบียนที่เป็นสีขาว

อาจเป็นฉันเองที่ป่วย คอยเก็บเอาเรื่องจุกจิกหยุมหยิมไม่มีสาระไปคิด อันที่จริงฉันจะเพิกเฉยกับเรื่องเหล่านี้ก็ได้ ฉันพยายามจะทำเช่นนั้นอยู่เสมอ แต่ยิ่งอยู่นานวันก็ยิ่งเห็นความป่วยของสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นความป่วยที่ฝังรากลึกอยู่ในวิธีคิด และไม่เห็นมีใครคิดจะให้ความสำคัญ หรือรักษาเยียวยาโลกภัยไข้เจ็บที่กำลังเบียดเบียนชีวิตและจิตใจของผู้คน

ฉันเองไม่ใช่แพทย์ ไม่ได้มีอำนาจอันชอบธรรมใดสำหรับจัดการกับเรื่องเหล่านี้ แต่อย่างน้อย การที่ฉันครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ก็น่าจะทำให้สังคมรู้ว่าสังคมป่วย หรือสังคมรู้ว่าฉันป่วย หรือฉันรู้ว่าฉันป่วย ก็เป็นได้

———————————————

*ตรงนี้เป็นความเซ่อซ่าของฉันเอง ที่เติมเที่ยวบัตร BTS เมื่อวันที่ 28 ก.ย. แล้วคิดว่ามันจะหมดในวันที่ 28 ต.ค. คือ 1 เดือน แต่ปรากฏว่า วันที่ 28 ต.ค. บัตร BTS ของฉันเหลือ 0 เที่ยว ไปถามพนักงาน พนักงานบอกว่า “บัตรใช้ได้ 30 วันค่ะ หมดในวันที่ 27 ต.ค.” ได้แต่กรีดร้องคนเดียวในใจ… บอกได้คำเดียวว่าเจ็บ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s