ฉันกับจักรยาน (1)

ปั่นแรก

จักรยานคันแรกของฉันเป็นสีเขียว ป๊าซื้อจากซุปเปอร์มาร์เก็ตให้เอามาฝึกปั่นตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยก ฉันก็ปั่นๆไถๆไปเรื่อย จะล้มก็เอาขาลงยันพื้นไว้ เรียกว่ายังปั่นไม่เป็นนั่นเอง

จนกระทั่งฉันลองขึ้นไปบนทางลาดชันแล้วไหลลงมา ปรากฏว่าปั่นต่อได้ นานด้วย (นานกว่าทุกครั้งที่เคยปั่นได้) ฉันยังจำเวลานั้นได้ดี รู้สึกลิงโลด ดีใจ เหมือนพิชิตอะไรได้บางอย่าง 

จากนั้น ฉันเลี้ยว แล้วก็ล้มลง แต่ไม่เป็นไร เพราะหลังจากวันนั้นฉันก็สามารถไปอวดใครต่อใครได้แล้วว่า ฉันจักรยานเป็นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องชายของฉัน ที่ยังหัดปั่นแบบมีล้อข้างอยู่เลย

นั่นเป็นเรื่องเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว

เพิ่งมาอ่านเจอเมื่อไม่นานว่า “การปั่นจักรยานคือการเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อรักษาสมดุล” และตอนที่โลกรู้จักจักรยานใหม่ๆ ต้องมีโรงเรียนสอนปั่นจักรยานกันเลยทีเดียว เพราะไม่ใช่ทุกคนจะปั่นเป็นตั้งแต่ทีแรก แต่ถ้าปั่นเป็นแล้ว ก็จะปั่นเป็นไปตลอดชีวิตเลย

เริ่มปั่นเดินทาง

สำหรับฉัน จักรยานเคยเป็นสิ่งที่มีไว้ “ปั่นเล่น” มาโดยตลอด ส่วนพาหนะเดินทางจริงๆของฉันสมัยอยู่เชียงรายคือ รถมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์

ปณิธานข้อหนึ่งคือ ฉันจะขับรถยนต์ที่ไหนก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ในกรุงเทพฯ เพราะรู้สึกว่าทุกคนขับอันตรายและฉุนเฉียวที่สุดในโลก ดังนั้น เมื่อเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ฉันจึงพึ่งพาระบบขนส่งมวลชนมาโดยตลอด

จนกระทั่งเมื่อกลางปีที่แล้ว ที่ฉันทนกับสภาพการจราจรของกรุงเทพฯ ไม่ไหว และตระหนักได้ว่าขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯไม่ใช่สิ่งที่จะพึ่งพาได้เลยแม้แต่น้อย ฉันจึงซื้อจักรยานมาใช้เพื่อการเดินทาง

จักรยานที่ฉันซื้อคือจักรยานแม่บ้าน มี 6 เกียร์ เฟรมทรงเพชร ซื้อมาจากเซียงกง ฉันเอามาปั่นโลดแล่นในเมือง รู้สึกถึงอิสระอย่างแท้จริง อยากจะไปที่ไหน เมื่อไหร่ ก็ไปได้ทั้งสิ้น

ครั้งแรกที่ออกปั่นในเมือง (กรุงเทพฯเมืองน่าอยู่) รู้สึกว่าชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่บังเอิญว่ามีเพื่อนที่คอยสอนวิธีคิด และถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องการปั่นในเมือง ทำให้ครั้งต่อไปที่ออกถนน ฉันไม่รู้สึกอันตรายเหมือนทีแรก

ขึ้นเขาใหญ่

ฉันปั่นจักรยานไปทุกที่ ครั้งหนึ่งเคยปั่นขึ้นเขาใหญ่ ขณะอยู่บนที่ทำการอุทยานฯ นักปั่นที่มาทักทายถึงกับอึ้งไป ที่ฉันปั่นเจ้าคันนี้ขึ้นมาได้ พร้อมทั้งสัมภาระสำหรับค้างคืนอันหนักอึ้ง และยิ่งประหลาดใจขึ้นไปอีกที่ฉันขึ้นมาจากด่านปากช่อง ซึ่งชัน และส่วนใหญ่นักปั่นมักไม่นิยมขึ้นกัน

แม้จะเคยขึ้นเขาสูงๆมาแล้วมากมายหลายครั้ง ทั้งดอยอินทนนท์ ดอยตุง ดอยแม่สลอง ดอยผาตั้ง ภูชี้ฟ้า ฯลฯ แต่ก็เป็นการขึ้นด้วยรถยนต์ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ปั่นขึ้นภูเขาด้วยเรี่ยวแรงของตัวเอง ทำให้รู้ซึ้งเลยว่า “ความชัน” คืออะไร และได้เรียนรู้ปรัชญาชีวิตจากธรรมชาติ

จะบอกความลับให้ฟัง ว่าที่จริงแล้ว ฉันไม่ได้ปั่นจักรยานแม่บ้านขึ้นเขาใหญ่อย่างราบรื่นสบายๆ ชมนกชมไม้ชมธรรมชาติชิลๆ ฉันเลือกขึ้นทางด่านปากช่องเพราะเปิดกูเกิ้ลแมปและเห็นว่าทางขึ้นอยู่นี่ (ไม่ได้สังเกตว่ามีทางขึ้นอีกฝั่ง) ฉันปั่นไต่ระดับขึ้นไปได้อย่างยากลำบากจนต้องลงเข็นและหยุดพักหลายครั้ง การเห็นถนนอยู่ข้างหน้าแต่ไปถึงไม่ได้นั้น ทำให้ฉันท้อมาก เพื่อนที่ไปด้วยกันซึ่งปั่นเสือหมอบ Trek 1.1 ต้องเอาสัมภาระทั้งหมด(ยกเว้นถุงนอน)ไปแบกไว้คนเดียว ท้ายที่สุดฉันค้นพบว่า การใช้ “ใจ” ปั่นจักรยาน เป็นอย่างไร ขึ้นเขาครั้งนั้น 14 กิโลเมตร ฉันใช้เวลา 4 ชั่วโมง (ส่วนตอนลงเหรอคะ เบรกอย่างเดียว ไม่กี่นาทีก็ถึง)

เป็นครั้งแรกที่มองวิวจากบนภูเขาแล้วรู้สึกภูมิใจ เพราะความสูงทุกๆเมตรที่เห็นได้มาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของเรา และของเพื่อนเรา 😉

993459_10200755937568981_591267729_n

น้องเล็ก(ซ่า)

ต่อมาประมาณครึ่งปี ฉันก็ตัดสินใจซื้อจักรยานเสือหมอบ Trek LEXA C WSD ฉันตั้งชื่อเธอว่า “น้องเล็ก” ฉันซื้อน้องเล็กมาเพราะต้องการใช้แรงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (ก็คือจะได้ปั่นไกลๆตามคนอื่นเค้าได้ทัน) และซอกแซกในรถติดได้สะดวกกว่า (เนื่องจากเสือหมอบมีช่วงแฮนด์ที่แคบกว่าแม่บ้านเป็นไหนๆ)

และก็ถึงเวลาที่ต้องกล่าวลาจักรยานแม่บ้านคันเก่า ซึ่งฉันส่งไปให้แม่ใช้ที่เชียงราย (แม่ของฉันปั่นจักรยานไปทำงาน) น้ำตาไหลพรากเมื่อส่งจักรยานขึ้นรถกระบะไป รู้สึกเหมือนต้องพรากจากคนในครอบครัวที่รักและผูกพัน

มาถึงน้องเล็ก ฉันชอบเธอมาก เหมือนเราเกิดมาเพื่อกันและกัน ทริปไกลแรกที่ประเดิมคือ “กรุงเทพฯ – ศาลายา ดอนหวาย” กับกลุ่ม Bike-Thailand ช่วงเวลานี้ของปีที่แล้วพอดิบพอดี

การเปลี่ยนจากปั่นแม่บ้านมากปั่นหมอบ สำหรับฉัน ไม่ได้วุ่นวายอะไร ก็ต้องฝึกนิดๆหน่อยๆให้ชินกับรถใหม่ ก็เหมือนตอนขับรถ ที่ต้องอาศัยความชินกับรถที่เราขับ

น้องเล็กเป็นเพื่อนเดินทาง เพื่อนเที่ยว เพื่อนกิน เพื่อนออกกำลังกายของฉัน ถ้าไม่มีเธอฉันก็เหมือนไม่มีขา ไปไหนไม่ได้ (เคยลองไม่พาเธอออกไป 1 วัน ฉันเสียเวลาและค่าเดินทางไปอย่างมหาศาล คือ 200 กว่าบาท)

ใช้มา 1 ปี เซอร์วิสไป 2 ครั้ง เธอไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย นอกจากยางแตก 1 ครั้ง และฉันไม่ได้อัพเกรดอะไรเธอเลย ชิ้นส่วนทุกอย่างยังคงเดิมเหมือนตอนซื้อมา เธอหนัก 10 กิโลกรัมนิดๆ ถือว่ากำลังน่ารักน่าปั่นเลยทีเดียว 😉

ปั่นจักรยานออกกำลังกาย

หลายคนเข้าใจว่าการปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นความจริงแค่ส่วนเดียว เพราะไม่ใช่การปั่นจักรยานทุกครั้งที่เป็นการออกกำลังกาย เช่น การปั่นจักรยานเดินทางก็คือปั่นเดินทาง แม้จะทำให้เหนื่อย แต่ไม่อาจนับว่าเป็นการออกกำลังกาย ไม่ใกล้เคียงกับการออกกำลังกายเลยแม้แต่น้อย (หากนึกภาพไม่ออกก็ลองปั่นในกรุงเทพฯดู)

การปั่นแบบออกกำลังกาย เช่น ไปปั่นที่สนามเขียว ปั่นทริปไกลๆหลัก 100 km หรือไปปั่นที่ Chocolate Ville ซึ่งอาจปั่นเป็นกลุ่ม หรือปั่นเดี่ยวก็ได้

ตัวอย่างเช่น ฉันจะไปปั่นสนามเขียว ก็ต้อง “เดินทาง” จากตัวเมืองกรุงเทพฯไปยังสนามเขียวที่สุวรรณภูมิ ซึ่งอาจจะเดินทางโดยปั่นจักรยานไป หรือจะเอาจักรยานขึ้นรถยนต์ไปก็ได้ แล้วจึงจะปั่นออกกำลังกายในสนามเขียว 23.5 km จะวนกี่รอบก็วนไป จะออกแบบ interval หรือ endurance ก็กำหนดได้ นี่คือความหมายของ “การปั่นจักรยานออกกำลังกาย”

ปั่นในเมือง

ฉันเดินทางในเมืองโดยน้องเล็ก จักรยานเสือหมอบของฉัน น้องเล็กเป็นพาหนะ เป็น “รถ” เหมือนกับรถคันอื่นๆ บนถนน มีศักดิ์เท่าๆกับรถคันอื่นไม่ว่าจะใหญ่จะเล็ก ดังนั้น จึงไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะเป็นรถเหมือนกัน

ถึงแม้จะเป็นรถ แต่จักรยานไม่ใช่รถที่ทำความเร็วได้เท่ากับรถอื่นๆบนท้องถนน ดังนั้น ตามหลักการขับขี่สากล “รถทุกคนต้องชิดซ้าย แต่ถ้าใครจะขับเร็วกว่านั้นก็ออกขวาไป”

เพราะฉะนั้น จักรยานจึงขี่ชิดซ้าย จะออกขวาก็ต่อเมื่อจะแซงรถที่ช้า และอีกกรณีหนึ่งคือมีสิ่งกีดขวางที่ทำให้ชิดซ้ายไม่ได้ เช่น หลุม ท่อ คน รถเข็น รถแท็กซี่ รถสามล้อ รถจอด รถสวนเลนมา รถควันดำ ฯลฯ และทุกครั้งที่จะเปลี่ยนเลน หรือเบี่ยงตัวแม้เพียงนิดเดียว ก็ต้องมองหลังและให้สัญญาณมือเสมอ มิเช่นนั้นอาจโดนมอเตอร์ไซค์อันเฟี้ยวฟ้าวสอยไปได้

และในเมื่อเป็นรถ ก็ขับขี่แบบรถทุกประการ คือขี่ในทางที่กำหนดให้ ปฏิบัติตามกฏจราจร จอดตรงทางม้าลายให้คนเดินข้ามไปก่อน สื่อสารด้วยสัญญาณ มีมารยาทในการขับขี่ ฉันเคยได้ยินว่า “จักรยาน ไปขี่บนฟุตบาทสิ” หรือตอนติดไฟแดง คนขี่มอ’ไซค์ข้างๆบอกว่า “จักรยาน ไปเลยๆ ไปได้” ซึ่งแสดงว่าผู้คนยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับจักรยานที่ผิดเพี้ยนเป็นอย่างมาก

แปลงร่างเป็นคนเดิน

จักรยานเป็นพาหนะที่มีความยืดหยุ่นสูง คือการเปลี่ยนสถานะเป็น “คนเดิน” ได้ในพริบตา คือลงเข็น แต่ไม่ใช่ว่านึกจะเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็เปลี่ยนได้ มิเช่นนั้นจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน

การที่ฉันเดินจูงน้องเล็ก มีสถานะเป็น “คนเดิน” ดังนั้น ฉันจึงไม่เดินบนเลนที่รถยนต์วิ่ง แต่จะเดินเมื่อข้ามถนน หรือเดินบนฟุตบาทที่ไม่มีทางจักรยาน เป็นต้น

จักรยานก็มีความเร็ว

ถึงจะ(ถูกตีตราว่า)เป็นพาหนะที่ช้า แต่จักรยานก็มีความเร็ว ดังนั้น การปาดหน้าจักรยาน (ซึ่งรถเมล์ชอบทำ เพราะคิดว่า มันช้า) จึงส่งผลเสียหายอย่างยิ่ง

สำหรับตอนที่แทรกรถติด การที่มอเตอร์ไซค์มาเบียดแทรกขณะที่จักรยานปั่นตามกันอยู่นั้น สร้างความเสียหายอย่างมาก เพราะฉันจะปั่นตามเพื่อนไม่ทัน มันจะทิ้งระยะห่างกันมาก เนื่องจากตอนแทรกรถติดนี่แหละที่มอ’ไซค์จะช้ากว่าจักรยาน เพราะแฮนด์กว้างกว่า เทอะทะกว่า และแทรกไม่ได้ ในขณะที่จักรยานแทรกตัวได้ดีกว่ามอ’ไซค์

ในซอยแคบก็เหมือนกัน รถยนต์นี่แหละที่ช้าที่สุด (หลักการคือ ยิ่งคันใหญ่ ยิ่งไปได้ช้า เพราะทางมันแคบ)

เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่า จักรยานจะเป็นพาหนะที่ช้าที่สุดเสมอไป ไม่ว่าพาหนะใดก็ช้าได้ การคิดว่า รถยนต์เร็ว จักรยานช้า จึงผิดอย่างสิ้นเชิง

แล้วเราทำอย่างไรกับรถที่ช้าบนถนน? เราก็อดทนรอ และแซงเมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม ปฏิบัติเช่นนี้แก่รถทุกประเภทเหมือนๆกัน

ดังนั้น หากมีรถมาบีบแตรไล่ให้ออกจากทางไปเมื่อฉันขี่ในทางอยู่ดีๆ ฉันจะฉุนมาก และแทนที่จะหลบหลีก ฉันก็จะขี่อยู่ตรงนั้น หรือถ้านึกครึ้มใจก็จะแกล้งขี่ให้ช้าลงอีก หรือออกไปขี่ขวางหน้าเป๊ะๆเลย เพราะสิทธิ์บนถนนของรถทุกคันมีเท่าเทียมกัน

564667_746850968665967_67525742_n

ครั้งหน้าฉันอาจจะมาเขียนต่ออีกเล็กน้อย เรื่องฉันกับการปั่นในเมือง

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s