ฉัน เธอ และนมสองแก้ว

สิ่งที่ทำให้เราอ่อนไหว มักเป็นพลังงานพิเศษที่กระตุ้นให้เราสร้างสรรค์งานขึ้นมาชิ้นหนึ่ง อาจเป็นภาพวาด บทเพลง หรือบทกวี สำหรับฉัน ที่ถนัดที่สุดคงเป็นการเขียนบันทึกธรรมดาๆ นี่เอง

เช่นครั้งนี้ ฉันหลับแล้วฝันไป แต่ฝันครั้งนี้ผิดจากครั้งอื่นๆ คือ เมื่อตื่นขึ้นมาฉันก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อมันได้ และจดจำมันได้ แม้จะไม่ได้รายละเอียดครบ แต่ก็พอจะมีเค้าโครงที่ทำให้ไม่อาจหยุดคิดเกี่ยวกับมัน และออกจะเสียดายด้วยซ้ำที่มันไม่ได้เป็นความจริง

ในความฝัน ฉันมีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่ตอนนี้เขาอยู่ห่างไกล และเราไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันเหมือนครั้งอดีต ต้องโทษช่วงเวลาแสนหวานที่เราเคยมีร่วมกัน ที่ได้สร้างรอยประทับลึกซึ้งให้คอยระลึกถึงอยู่ร่ำไป ยิ่งเมื่อมันจบลงด้วยความขมขื่น ยิ่งทำให้มันเป็นส่วนของความทรงจำที่มีบาดแผล ไม่อาจทำให้หายไปได้ ได้แต่เก็บมันไว้ในส่วนที่ลึกที่สุด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร

แต่ก็ไม่แน่ว่า หากเรายังดำเนินความสัมพันธ์นั้นต่อ หากเธอได้บอกแก่ฉันอย่างตรงไปตรงมาถึงความรู้สึกภายใน และหากฉันไม่ถือทิฐิอย่างที่เป็นในวันนั้น วันคืนชื่นสุขจะดำเนินต่อไปได้นานเพียงไหน ซึ่งที่สุดแล้ว มันคงจบลงพร้อมกับความขมขื่นอันมิอาจประเมินประมาณได้ เพราะแน่ล่ะ เรายังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง ของคนอื่น และเล่ห์เหลี่ยมของความสัมพันธ์

ฉะนั้น ฉันจึงคิดว่า เป็นการดีแล้วที่เราได้ลิ้มลองรสของความสุขของการที่มีใครซักคนเป็นเพื่อนคู่คิด เป็นคนที่เข้าใจและพูดคุยภาษาเดียวกัน และอยู่ข้างๆ กันด้วยความรู้สึกดี และดีแล้วที่เราได้รู้รสของความขมขื่นของการจบความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดในโลก ยิ่งสำหรับฉัน ความขมขื่นนั้นมาพร้อมกับความรู้สึกผิดและการโทษตัวเอง ที่ถึงแม้ฉันจะขอโทษกี่ครั้งและเธอจะให้อภัย ความรู้สึกผิดนั้นก็ยังคงอยู่กับฉันเสมอ

หากเปรียบความสัมพันธ์นั้นเป็นเกม ฉันก็เป็นผู้เล่นที่ร้ายกาจและเลือดเย็นที่สุด และทำบางอย่างลงไปโดยที่คิดว่าจะทำให้ตัวเองชนะ ที่สุดแล้วเกมก็จบลง ฉันเสพความรู้สึกสะใจและหลงคิดไปว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะอยู่เพียงชั่วข้ามคืน ก่อนจะตระหนักได้ว่าตัวเองเป็นผู้เล่นที่อ่อนหัดที่สุดและได้กระทำสิ่งที่โง่ที่สุดในโลก ฉันได้เรียนรู้ว่า มันไม่เป็นการดีต่อใครเลยที่จะปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง โดยถือทิฐิว่าคนอื่นจะต้องทำตามที่เราต้องการ และไม่ควรเลยที่จะเล่นกับความรู้สึกของคนอื่น (และของตัวเอง) เพราะเมื่อฉันทำให้เธอเจ็บ ฉันก็ได้สร้างบาดแผลให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว ฉะนั้นฉันจึงเรียนรู้ที่จะรักคนอื่น ไปพร้อมๆ กับรักตัวเองด้วย

หลังจากวันนั้น เธอสะบักสะบอมอยู่ไม่นาน ก็ได้พบกับคนที่เข้ากันได้ และเธอทั้งคู่มีความรู้สึกดีต่อกัน กาลเวลาเยียวยาเธอ แต่กลับกัดกร่อนฉันด้วยรสของความสูญเสียที่ฉันค่อยๆ ซึมซับเมื่อเวลาผ่านไป แต่ขณะเดียวกัน กาลเวลาก็สอนให้ฉันรู้สึกยินดีจากใจจริง ที่เห็นเธอมีความสุข

จากนั้น ฉันก็ตระหนักว่าสิ่งเดียวที่ฉันทำได้คือการเฝ้ามองชีวิตของเธอ เมื่อเดือนและปีผ่านไป และเมื่อระยะทางระหว่างเราทั้งคู่ไม่ได้กั้นกลางด้วยโต๊ะตัวเดียวกับนมสองแก้ว แต่เป็นผืนดิน 700 กิโลเมตรและมวลอากาศมหาศาล ฉันกับเธอต่างใช้ชีวิตของตัวเอง วิ่งตามความฝัน พบปะผู้คนใหม่ๆ เธอเป็นศิลปิน รังสรรค์บทเพลงที่ให้ความหมายและตั้งคำถามเกี่ยวกับคน สังคม และโลก เท่าที่ความคิดอันละเอียดลึกซึ้งของเธอจะหยั่งถึง เธอมีแฟนคลับ บางครั้งฉันอ่านเรื่องราวของเธอ บทสัมภาษณ์ของเธอผ่านทางหน้านิตยสาร

กระทั่งถึงวันที่ฉันกับเธอแทบไม่ต่างอะไรจากคนแปลกหน้า และเราแทบไม่รู้จักกัน ฉันก็แปลกใจที่พบว่า อดีตทั้งส่วนที่หวานและขมเกี่ยวกับเธอยังถูกเก็บไว้เป็นอย่างดีในลิ้นชักความทรงจำของฉัน และฉันก็รื้อมันออกมาหลังจากรู้ข่าวว่าเธอทั้งคู่ยุติความสัมพันธ์กันแล้ว เพราะความฝันเมื่อคืนนี้ทีเดียวที่ทำให้ฉันรื้อค้นมันออกมา ไม่มีเหตุผลอะไรหรอก คงเหมือนกับเวลาที่อยู่ดีๆ เราก็คิดถึงเรื่องเก่าๆ จนทำให้เราอ่อนไหว และมีเวลาว่างมากพอที่จะไปรื้อกล่องเก็บของใต้บันไดออกมานั่นแหละ

สิ่งที่ฉันเก็บไว้ และได้เผยออกมาให้เห็นผ่านความฝันเมื่อคืนนี้ คือความรู้สึกค้างคาเกี่ยวกับเรื่องในอดีต เพราะหลังจากทุกอย่างสิ้นสุด เราก็ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันอย่างเปิดใจเกี่ยวกับมันเลย จริงอยู่ที่เราได้คุยกันบ้าง แต่ก็เป็นการไถ่ถามความเป็นไป และเล่าถึงการวิ่งตามความฝันกันมากกว่า บางครั้งฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าเธออาจลืมมันไปแล้ว และมันไม่สลักสำคัญต่อเธอแล้ว

ว่ากันว่า ความฝันคือความปรารถนาที่อยู่ลึกลงไปในจิตใต้สำนึกของคนเรา ในความฝันเมื่อคืนนี้ ฉันกับเธอมีโอกาสได้นั่งคุยกัน ไม่รู้ว่าความรู้สึกวาบไหวที่เกิดขึ้นคือความตื่นเต้นและตกประหม่าเพราะไม่ได้คุยกันแบบนี้นานมาก หรือเป็นความวาบไหวแบบเดียวกันกับตอนที่เราคุยกันครั้งแรก เธอพูดถึงเพลงที่เขียนถึงฉันเพลงที่สอง และเปิดให้ฉันฟัง เราคุยกันไปเรื่อยๆ ถามทุกเรื่องที่อยากรู้จากอีกฝ่าย ตอบอย่างไม่ปิดบังความรู้สึกแท้จริง กระทั่งฉันตื่นขึ้นมาแล้วค้นพบว่ามันไม่ใช่ความจริง ทั้งอบอุ่นและขมขื่นระคนกัน

—-

ถ้าเกิดความรู้สึกอ่อนไหว ฉันจะถ่ายทอดมันผ่านตัวหนังสือ ครั้งแรกที่เรามีโอกาสได้คุยกันจริงจัง คือเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2552 และเมื่อรื้อค้นสมุดบันทึกเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ฉันก็พบมัน…

“…ฉันมีความสุขที่ได้นั่งคุยกับเธอนานๆ …

เธอไปซื้อน้ำแข็งใสมาให้ฉัน เมื่อวานเธอกลับบ้านประมาณ 4-5 ทุ่ม เธอไปซื้อของกินด้วย เธอไม่มีเสียงเพราะร้องเพลงเยอะมาก แต่เธอไม่เจ็บแขน เธอเคยไปเปิดหมวกที่ถนนคนเดินแบบนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ตอน ม.4 เดือนตุลาฯ เธอไปเข้าค่ายอาสาที่เวียงป่าเป้า เธอเป็นเด็ก ส.ว.ค. คนเดียว สร้างห้องสมุดเป็นเวลา 1 อาทิตย์ เธอเล่นกีต้าร์ตอน ป.5 ได้ 3 เดือน แล้วเธอก็เลิกเล่น มาเล่นอีกทีตอน ม.2 เทอม 2 แล้วเธอก็เล่นได้เก่งมากๆ เธอบอกว่าช่วงแรกๆ จะยาก ตรงที่เจ็บนิ้ว และจำคอร์ด แต่ถ้าผ่านไปได้ก็สบาย จะเป็นการฝึกความชำนาญ ครอบครัวเธอเป็นนักดนตรี อาของเธอ พ่อของเธอ … เธอเล่นเพลงประเภทเพลงสากล เพลงแนวเบเกอรี่ เธอเพิ่งมาฝึกเล่นเพลงไทยเมื่อไม่นานมานี้ เธอไม่ชอบฟังเพลงสตริง เธอชอบเล่นบอล แต่ไม่ชอบดูบอล เธอไม่เข้าใจว่าการดูบอลสนุกตรงไหน เธอชอบประกอบโมเดลเครื่องบิน (เป็นชีวิตจิตใจ) และเธอก็ทำได้มืออาชีพมากๆ แต่เธอไม่ได้อยากเป็นนักบิน เธอค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบโมเดลในอินเตอร์เน็ต เธอมีแบบ แล้วเธอก็ศึกษาเอง ทำเอง เว็บที่เธอเข้าบ่อยที่สุดรองจาก Google ก็คือเว็บโมเดลเครื่องบิน ตอนปิดเทอมเธอนอนดึก ตื่นสาย ออกกำลังกายตอนเย็น ใช้เวลาประกอบโมเดลเครื่องบินลำละ 3 วัน ชอบคิดฟุ้งซ่าน ถ้าเธอเข้านอนเร็วเธอจะนอนไม่หลับ ถ้าเธอมีแฟนเธอจะรักคนคนนั้นคนเดียว เธอเกลียดความไม่ยุติธรรม แต่เธอก็อยู่กับมันมา 2 ปีแล้ว ตอน ม.ต้นเธออยู่ห้อง 2 ม.ปลายเธออยู่ห้อง 1 เธอไม่เก่งภาษา เธอเลือกสายวิทย์เป็นอันดับ 1 ศิลป์คำนวณอันดับ 2 และไทยสังคมเป็นอันดับ 3 เพราะเธอเพิ่งมารู้ว่าเค้าสอบศูนย์วิทย์กันไปแล้วตอนที่เค้าประกาศผล ชื่อของเธอมาจากคำว่า defender แปลว่าผู้พิทักษ์ เพราะพ่อเธอเพิ่งซื้อกีตาร์ยี่ห้อ fender มาตอนที่เธอเกิด เธอได้ถือกีต้าร์ตั้งแต่เด็กๆ และตอนเด็กๆ เธอก็น่ารักมาก … เธอจะเป็นคนไปล้างแปรง แต่พอเธอเผลอผูกเชือกรองเท้า ฉันก็เป็นคนเอาไปล้างเอง ฉันขอโทษที่ฉันค้นกระเป๋าเธอเพื่อหากุญแจรถ เพราะคิดว่าเป็นกระเป๋าของเพื่อนอีกคน (ก็เขาบอกว่ากระเป๋าเขาคืออันที่เซอที่สุด) ฉันเจอตลับแว่น.. เธอใส่แว่นด้วยเหรอ? แต่ฉันก็ได้ยินเธอบอกว่าแว่นหาย เธอเป็นคนจีน 12.5% และเธอก็นึกไม่ออกว่าเธอแซ่อะไร เธอบอกว่าอยากอ้วนเพราะเกิดมาในชีวิตไม่เคยอ้วน เธอบอกว่าเธอกินเยอะแล้วไม่อ้วน แต่เท่าที่ฉันเห็นนะ เธอกินข้าวไม่ตรงเวลา ชอบกินจุกกินจิก (เธอชอบกินน้ำแข็งใสด้วย) แล้วก็ปั่นจักรยานทุกวัน วันละหลายๆ กิโลฯ แล้วเธอจะอ้วนได้อย่างไร? เธอบอกฉันว่าเธอชอบเสียงฟลุ๊ต …”

—-

ความฝันเมื่อคืนบอกฉันว่า สิ่งที่ฉันปรารถนาที่สุด คือบทสนทนา อาจเป็นวันใดวันหนึ่งในอนาคต เนิ่นนาน ห่างไกล ซึ่งเราต่างเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งตามความฝัน ละวางทุกสิ่งทุกอย่าง และกลับมาพบกันอีกครั้งโดยมีโต๊ะตัวเล็กๆ และนมสองแก้วกั้นกลาง

FullSizeRender

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s