’10 Cloverfield Lane’ ภายในที่แตกร้าว ภายนอกที่แปลกแยก

Disclaimer: ผู้เขียนดูหนังเรื่องนี้แบบพูดภาษาอังกฤษ ไม่มี subtitle จึงฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เก็บความได้ไม่ครบ แต่สนุกดี และการตีความประเด็นของหนังที่เขียนไว้ในที่นี้ เกิดจากการคิดเองเออเองล้วนๆ ไม่ได้มาจากการรีเสิชหรือค้นคว้าอะไรแต่อย่างใด แน่นอนว่ามันไม่ละเอียดครบถ้วนหรืออาจไม่สมเหตุสมผล ผู้อ่านย่อมมีความเห็นเป็นแย้งได้

Note: Spoiler alert, ไม่ใช่รีวิวหนัง

เท่าที่อ่านรีวิวเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มี 2 ทาง คือ 1) ชอบมาก หนังทำดีมากที่ดึงคนดูให้ลุ้นไปด้วยทุกวินาทีและไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย ฉากจบคือหนังกล้ามากที่ทำงี้ และ 2) เฮี่ยมาก เสียเวลา 2 ชั่วโมงมานั่งดูคนในบังเกอร์เกือบทั้งเรื่อง แล้ว 5 นาทีสุดท้ายมาสู้กับเอเลี่ยน คือร่ะะ

ส่วนตัวแล้วเราว่าเราชอบหนังเรื่องนี้นะ คือในขณะที่ดูก็ซึมซับความรู้สึกของตัวละคร Michelle ทั้งความกลัว ความอึดอัด ความเครียด ความหวัง และความสิ้นหวัง ยิ่งตอนท้ายๆ ที่นางพยายามหนี เราลุ้นมากแบบลุกขึ้นมากระโดดบนเก้าอี้แล้วตะโกนเชียร์นาง “เออ! ไป ไป เร็วๆๆ” หลังจากหนังจบเราก็ยังตื่นเต้นไม่หายอยู่พักหนึ่ง

ถ้าดูด้วยความสมเหตุสมผล ดูตรรกะ จะพบว่าหนังเรื่องนี้ห่วยมากเลย แต่ถ้าดูด้วยอารมณ์แบบไม่ต้องคิดอะไรจะสนุกมาก ทั้งเรื่องเราเห็นคน 3 คน คือ Michelle หญิงสาวผู้โดนพาตัวมา โดย Howard ชายแก่เจ้าของบังเกอร์ (บ้านที่ใช้หลบภัยใต้ดิน) และมี Emmett ชายหนุ่มผู้ขอเข้ามาหลบภัยด้วย ทั้ง 3 คนอยู่ในบังเกอร์ที่ปิดด้วยประตูเหล็กแน่นหนาล๊อคกุญแจไว้ ไม่เคยเปิดออกสู่โลกภายนอกเลย ไม่มีหน้าต่าง ทางเดียวที่จะมองเห็นโลกภายนอกได้คือมองผ่านกระจกใสเล็กๆ ที่ประตูทางออก ซึ่งมี 2 ประตู

หลังจากได้ขบคิดเกี่ยวกับหนังแล้ว เราพบว่าหนังเรื่องนี้น่าสนใจมาก สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องล้วนเป็น ‘ความรุนแรงใต้ชายคา (Domestic violence)’ โดยหนังเริ่มเล่าจากความแตกร้าวระหว่าง Michelle กับคู่หมั้น แล้วเธอก็โดนรถชน ต่อมาเธอถูกบังคับจองจำให้อยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ต้องเชื่อฟังและอยู่ภายใต้คำสั่งของ Howard ซึ่งเป็น ‘หัวหน้าครอบครัว’ ตลอดเวลา ส่วน Emmett แม้จะสมัครใจเข้ามาอยู่เอง แต่พอค้นพบหลักฐานที่ชี้ว่า Howard เคยกักขังหน่วงเหนี่ยว (และอาจฆ่า) เด็กผู้หญิงไฮสคูล Emmett ก็อยากจะหนีออกไปเหมือนกัน

สังเกตว่าทั้ง 3 คนที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกันนี้ ไม่ได้มีความผูกพันทางสายเลือดต่อกัน ซึ่งอันที่จริงคนที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันไม่จำเป็นต้องเป็นสายเลือดเดียวกันเสมอไป อาจเป็น สามี-ภรรยา หรือพ่อ, แม่-ลูกบุญธรรม, ลูกติด หรือเจ้าของบ้าน-ผู้อาศัย, คนรับใช้ หรือรูมเมท ดังนั้นความรุนแรงใต้ชายคาสามารถเกิดกับใครก็ได้ที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ในหนังเรายังเห็นร่องรอยความรุนแรงที่เกิดกับเด็กหญิงไฮสคูลที่ Howard อ้างว่าเป็น ‘ลูกสาว’ อีกด้วย

‘ความอึดอัด’ คือสภาวะทางอารมณ์ของทุกคนที่อยู่ในบ้านที่มีการใช้ความรุนแรง เราจะเห็นองค์ประกอบทุกสิ่งอย่างในหนังที่สื่อถึงความอึดอัด ตั้งแต่กุญแจมือที่เป็นสัญลักษณ์ของการถูกจองจำและการถูกจำกัดอิสรภาพ การที่บ้านถูกฝังจมอยู่ในดิน การที่ผนังทึบตันไม่มีหน้าต่าง ความแออัดคับแคบของบ้าน ทางเชื่อมไปสู่อีกห้องหนึ่งที่ต้องเลื้อยผ่านท่อแคบๆ บนเพดาน การที่แต่ละคนแทบไม่มีพื้นที่ส่วนตัว การติดต่อกับโลกภายนอกไม่ได้ ซึ่งล้วนบีบคั้นให้ทุกคนในบ้านเกิดความเครียด แม้แต่ Howard เองก็มีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ

เราจะเห็น ‘เลือด และคราบเลือด’ ซึ่งเป็นร่องรอยที่ ‘ความรุนแรงในบ้าน’ ทิ้งไว้ให้เห็น ทั้งคราบเลือดที่รถกระบะ (แสดงถึงการใช้ความรุนแรงของ Howard ในการบังคับ Michelle มาอยู่ด้วย) คราบเลือดที่หัวของ Michelle และไหล่ของ Emmett ในตอนต้นเรื่อง (ซึ่งเป็นสัญญาณว่าทั้งสองคนนี้จะเป็นผู้ถูกกระทำ) เลือดที่หน้าผากของ Howard (สัญลักษณ์ของการขบถต่อความรุนแรง) คราบเลือดที่คำว่า ‘HELP’ (ความเจ็บปวดทรมานของเหยื่อความรุนแรงที่ถูกจารึกไว้)

เมื่อเกิดความรุนแรงใต้ชายคา แน่นอนว่าคนในบ้านต้องการความช่วยเหลือ (จะเห็นว่าเด็กผู้หญิงสลักคำว่า ‘HELP’ ลงบนกระจกที่ประตูทางออก) แต่เป็นการยากที่ ‘คนนอก’ จะเข้าไปช่วยเหลือได้ ในหนังเรื่องนี้ คนนอกเพียงคนเดียวที่ Michelle เห็นคือผู้หญิงที่มาขอความช่วยเหลือทางช่องกระจก ซึ่งก็ถูกทำร้ายมาเหมือนกัน ผู้หญิงคนนั้นอาจเป็นภาพแสดงของความกลัวในจิตใจ Michelle ว่าถ้าออกไปข้างนอกแล้วจะไม่ปลอดภัย เธอจึงไม่เปิดประตูออกไปอย่างที่ตั้งใจจะทำแต่แรก ขณะเดียวกันการไม่เปิดประตูก็เป็นการปิดกั้นไม่ให้ ‘คนนอก’ เข้ามาข้างใน เพราะไม่รู้ว่าคนนอกจะมาทำให้สถานการณ์ในบ้านดีขึ้นหรือแย่ลง

นอกจากนี้ Michelle ยังเล่าให้ Emmett ฟังว่าครั้งหนึ่งเธอได้เห็นความรุนแรงที่พ่อกระทำกับลูกสาว แต่เธอซึ่งเป็นคนนอก ก็แค่เดินจากมาเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือเลย

แม้ว่าจะเกิดความรุนแรงใต้ชายคา แต่ Howard ก็ยังหวังว่าบ้านนี้จะเป็น ‘ครอบครัวสุขสันต์ (happy family)’ ซึ่งมันตลกสิ้นดี เหตุผลของ Howard คือ เขาให้ข้าว ให้น้ำ ให้ที่นอน ให้ห้องนั่งเล่น ให้การเลี้ยงดู คนในบ้านก็ควรจะตอบแทนเขาด้วยการประพฤติตัวดีๆ แล้วเราก็จะเป็นครอบครัวสุขสันต์ (คุ้นๆ มะ?) ซึ่งก็กำกวมว่า Howard จะให้ Michelle อยู่ในบ้านในฐานะอะไร (ภรรยา? ลูกสาว?) แต่ที่แน่ๆ คือ Howard ไม่ยอมให้ Michelle และ Emmett จีบกัน

แต่ Howard ไม่ตระหนักว่า ครอบครัวสุขสันต์ที่เขาหวังไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะบ้านหลังนี้ขาด ‘ความรัก ความอบอุ่น’ คำว่า ‘Welcome’ ถูกสลักไว้บนแผ่นเหล็กเย็นๆ เราเห็นแต่ผนังคอนกรีตที่กระด้างและเปล่าเปลือย แม้แต่อาหารก็ดูเย็นชืด องค์ประกอบแทบทุกอย่างในหนังดู ‘เย็น’ มาก

Emmett เป็นเพียงสิ่งเดียวในบ้านที่ Michelle สามารถ connect ได้ Emmett คือ ‘ความเป็นไปได้’ ของความรัก ความอบอุ่นในบ้านสำหรับ Michelle ท้ายที่สุดแล้วคราบเลือดของ Emmett ที่สาดกระเซ็นบนผนัง ซึ่งเป็นร่องรอยการใช้อำนาจของ Howard ในการประหัตประหารชีวิต ก็เป็นเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ Michelle ต้องเอาตัวเองออกไปจากบ้านหลังนี้

คำถามที่น่าสนใจคือ การหนีออกไปของ Michelle เป็นเรื่องของสถานการณ์บีบบังคับ หรือเป็นเจตจำนงของเธอเอง? Michelle หนีออกไปด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดหรือความกล้าหาญ? หากใครสักคนต้องการจะหลุดพ้นจากบ้านที่มีการใช้ความรุนแรง ต้องใช้ความกล้าหาญด้วย หรือแค่มีสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดก็เพียงพอแล้ว?

สิ่งที่เกิดขึ้นตอนที่ Michelle หนีออกไปคือ เธอเทน้ำกรดทั้งถัง ทำลายข้าวของ คว่ำชั้นวางของ ส่วน Howard เอามีดไล่แทงเธอทางช่องบนเพดาน ล้วนเป็นภาพแสดงที่ชัดเจนของความรุนแรงใต้ชายคา สุดท้ายคือไฟค่อยๆ ลามเลียจนกระทั่งบ้านระเบิด นั่นคือจุดที่ความรุนแรงใต้ชายคาดำเนินมาถึงขีดสุด และได้รับการชำระสะสางด้วยอำนาจของระเบิด บ้านหลังนั้นพินาศไปพร้อมๆ กับการปิดฉากอำนาจของ Howard

แต่สิ่งที่ Michelle เผชิญเมื่อเป็นอิสระจากความรุนแรงใต้ชายคา คือ ‘ความกลัวความแปลกแยก (fear of alienation)’ จะเห็นว่าเธอพยายามส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากใครสักคน แต่สิ่งที่เข้ามาคือเอเลี่ยน (alien) ที่ปล่อยก๊าซพิษเพื่อจะทำร้ายเธอ ที่สุดแล้วเธอต่อสู้กับเอเลี่ยนด้วยไฟได้สำเร็จ หรือก็คือ เธอเอาชนะความกลัวความแปลกแยกต่อโลกภายนอกที่อยู่ในใจได้

Michelle ขับรถออกไปตามถนน เธอได้ยินเสียงประกาศจากวิทยุที่ขอความช่วยเหลือ แม้ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เธอก็เบนเข็มจากทางที่ตั้งใจจะไปแต่แรก เพื่อไป ‘ช่วยเหลือ (help)’ ผู้คนให้หลุดพ้นจากความรุนแรงที่พวกเขาเผชิญ อาจเป็นเพราะเธอเข้าใจความทรมานและความสิ้นหวังนั้นเป็นอย่างดี ขณะนั้นเป็นกลางคืนอันมืดมิด เสียงฟ้าร้องคำรามและสายฟ้าผ่าครืนๆ ไม่ต่างอะไรจากสภาวะทางจิตใจของ Michelle ในตอนนั้น

หนังเปิดเรื่องด้วย Michelle ขับรถ และจบเรื่องที่ Michelle ขับรถเช่นเดียวกัน แต่ในตอนจบ เธอขับรถเพื่อ ‘เผชิญหน้า’ ไม่ใช่เพื่อ ‘หนี’ อะไรบางอย่างเหมือนตอนเริ่มเรื่อง

สรุป: 10 Cloverfield Lane พูดถึงความรุนแรงใต้ชายคา (Domestic violence) โดยไม่ยอมให้เราหยุดอยู่แค่การเป็น ‘คนดู’ แต่ให้เราเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของเหยื่อความรุนแรงใต้ชายคาด้วย และยังบอกด้วยว่าเราไม่ควรนิ่งเฉยเมื่อพบเห็น Domestic violence (ซึ่งมีหลายระดับและมาในหลายรูปแบบ ทั้งด้านคำพูด การกระทำ ฯลฯ) เพราะผู้ที่เป็นเหยื่อของความรุนแรงใต้ชายคาต้องการความช่วยเหลือ แต่เสียงของเขาอาจส่งไปไม่ถึงโลกภายนอกก็เป็นได้

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s