เครื่องบินสีแดง

ฉันอยู่ในชั้นบรรยากาศเหนือก้อนเมฆ ในห้องโดยสารขนาดกะทัดรัดของเครื่องบินสีแดง ถูกตรึงไว้ภายใต้เข็มขัดบนเก้าอี้ตัวเล็ก รู้สึกถึงพื้นที่ส่วนตัวอันจำกัดจำเขี่ย เช่นเดียวกับผู้คนอีกนับร้อยรอบตัวที่ต่างก็นั่งในที่ของตัวเอง รักษาระเบียบในห้องโดยสารอย่างเคร่งครัดตามที่สาวเสียงหวานได้กำชับ

ความเป็นระเบียบที่เห็นนี้เป็นเพียงเปลือกนอกที่สาวเสียงหวานมองเห็น ซึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับความปลอดภัยของการเดินทาง อันที่จริง ที่นี่ช่างว้าวุ่นและสับสนสิ้นดี ลองคิดดู… คนเป็นร้อยที่ตื่นอยู่ แต่ละคนจะทำกิจกรรมอะไรได้นอกจาก ‘คิด’ ส่วนคนที่หลับก็อาจจะฝัน แม้ในทางกายภาพทุกคนจะมุ่งหน้าไปยังทิศใต้พร้อมๆ กัน แต่ร้อยความคิดคงเดินทางอย่างสะเปะสะปะ โยงใยไปคนละทิศละทาง อาจวกวน หรือลอยคว้างอย่างไร้ทิศทาง

ฉันเองก็คิด… และมั่นใจว่าการคิดของฉันสามารถดันค่าเฉลี่ยความว้าวุ่นของความคิดโดยรวมของผู้โดยสารในที่นี้ ให้พุ่งกระฉูดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคาเฟอีนและน้ำตาลในชามะนาวที่ฉันเพิ่งดื่มไปก่อนขึ้นเครื่องหรือเปล่า ที่ทำให้ฉันอยู่ไม่สุขทางความคิด และปั่นป่วนทางความรู้สึก ฉันกำลังคิดถึงคนประมาณสองสามคน ความสัมพันธ์ อดีต ปัจจุบัน ความรู้สึก และความเป็นไปได้ วนเวียนอยู่เพียงเท่านี้

เสียงร้องไห้จ้าของเด็กเล็กในห้องโดยสาร ไม่อาจรบกวนจิตใจฉันได้ เนื่องจากความคิดของฉันเป็นม่านหมอกหนาทึบที่ห่อหุ้มคลุมกาย มันหนักอึ้งและสับสน แต่ฉันจะพยายามจับมันมาเรียบเรียง ร้อยรัดไว้ให้เป็นระเบียบเหมือนผู้โดยสารที่อยู่ใต้เข็มขัด เพื่อเห็นแก่ความปลอดภัยของการเดินทางในครั้งนี้

อดีต มีช่วงเวลาที่ฉันละเลยความรู้สึกของคนคนหนึ่ง แต่วันนี้ฉันได้รับฟังและเข้าใจเขามากขึ้น ต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เขาเผชิญ ฉันรู้สึกดุจเดียวกับที่เขารู้สึก ทั้งความเจ็บปวด ความสูญเสีย ความสิ้นหวัง ความรู้สึกพ่ายแพ้ต่อทุกสิ่งบนโลก ความชินชาต่อความเจ็บปวด กระทั่งไม่มีสิ่งใดจะทำให้เจ็บมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว แต่ทั้งหมดนี้ คงไม่ได้เศษเสี้ยวของสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆ

แน่นอน ทุกคนรู้ว่าชีวิตต้องดำเนินต่อไป แต่สำหรับคนบางคน การหลุดออกจากวัฏจักรของความเจ็บปวดไม่ใช่เรื่องง่าย ใครบางคนที่อ่อนไหว เปราะบาง และเก็บทุกความรู้สึกไว้กับตัวเองมาตลอด ใครบางคนที่, สำหรับเขาแล้ว, การทำร้ายจิตใจคนอื่นเป็นสิ่งสุดท้ายในโลกที่เขาจะทำ ใครบางคนที่ฟุ้งซ่านเกินกว่าจะเรียบเรียงความรู้สึกแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นถ้อยคำ ใครบางคนที่ ‘ความเป็นตัวเขา’ ไม่เคยทำร้ายใคร นอกจากทำร้ายตัวเองตลอดมา

ก็แล้วทำไม ฉันถึงต้องเป็นห่วงกังวลเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่นด้วย? ตอบอย่างตรงที่สุดคือ เพราะฉันเป็นตัวการ เป็นวายร้ายที่มีส่วนก่อเรื่องทั้งหมด อย่างน้อยฉันก็เชื่อเช่นนั้น อาจมองว่านี่เป็นความเชื่อที่ดูสำคัญตัวเองมากเกินไปก็ได้ แต่ขอให้ฉันได้เล่าอะไรให้ฟังก่อน…

นานมาแล้ว ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีแสงไฟจำกัด ฉันกำลังเร่งทำต้นฉบับกับเพื่อนๆ เขานั่งอยู่ในมุมหนึ่งบนพื้นกระเบื้องสีดำ จดจ่ออยู่กับกระดาษแผ่นหนึ่งในมือ ฉันหันไปเห็นแล้วขอดูกระดาษแผ่นนั้น คลับคล้ายว่าจะเป็นบทบรรยายความคิดอันฟุ้งซ่านของเขา ทันทีที่อ่านจนจบ ฉันก็ขอไว้เป็นส่วนหนึ่งของต้นฉบับที่กำลังปั่นอยู่อย่างไม่ลังเล นั่นคือครั้งแรกที่ฉัน ‘เห็น’ เขา

เราเริ่มผูกพันกันด้วยคำทักทายสั้นๆ ในแต่ละวัน ขยายเป็นบทสนทนาที่ยาวขึ้น เรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิต ความครุ่นคิดเกี่ยวกับโลก บทเพลงและท่วงทำนอง จนฉันพบว่าการพบกันกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสุขในแต่ละวัน และเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของห้วงความคิดคำนึง ฉันเฝ้ามองความรู้สึกบางชนิดที่ค่อยๆ ก่อตัวและเติบโตภายใต้ความเป็นเพื่อน คิดถึงอนาคตและความเป็นไปได้ซึ่งยังคลุมเครือ ยิ่งนานวันยิ่งไม่แน่ใจว่านี่คือมิตรภาพทั่วๆ ไป หรือพิเศษกว่านั้น ฉันเฝ้าดู และรอคอย เพียงแค่เขาเอ่ยปากอย่างตรงไปตรงมา…

มีอีกหนึ่งเรื่องราวเกิดขึ้นเป็นคู่ขนาน หนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินเคียงกันริมสนามหญ้าในเช้าวันพฤหัสบดี เป็นอีกหนึ่งวันที่เขามารอเจอเธอ มันคงจะเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง หากไม่มีเปลวแดดอุ่นละมุนฉาบชโลมรอยยิ้มของเขาให้อ่อนหวานกว่าที่เคย ขณะที่เขาพูดกับเธอว่า

‘เราชอบเธอนะ’

คล้ายว่าโลกทั้งใบจะเงียบงันไปชั่วขณะ แต่โลกภายในกลับสั่นไหวไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะเปลวแดดหรอกที่ทำให้ประกายตาของเขามีความหมาย หากเป็นถ้อยความที่เขาเปิดเผยต่อเธอต่างหาก เรื่องราวประทับใจที่เขามีต่อเธอถูกบอกเล่าอย่างเรียบง่ายภายในระยะทางสั้นๆ ไม่กี่ร้อยเมตร หากนี่เป็นนิยายโรมานซ์ บทต่อไปก็คงคาดเดาได้ไม่ยาก…

ทว่า นี่คือชีวิตจริงของฉัน

ฉัน ซึ่งอยู่ในสภาวะไม่มั่นคงในความสัมพันธ์กับคนคนหนึ่ง ขณะเดียวกันคนอีกคนก็เข้ามาประกาศชัดเช่นนั้น หลังจากวันนั้น ฉันเฝ้าถามตัวเองว่า ฉันยังไม่มีพันธะใดต่อใครใช่ไหม? สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างฉันกับเขาคนที่ฉันเฝ้ารอ ยังไม่ได้เรียกว่าความสัมพันธ์แบบนั้นใช่ไหม? ตอนนี้ฉันมีอย่างน้อย 2 ทางให้เลือกเดิน

ก) เลือกที่จะมั่นคงกับความสัมพันธ์อันมีเส้นทางคลุมเครือต่อไป (ฉันชอบเขา แต่ไม่รู้แน่ชัดเลยว่าเขาคิดอย่างไรกับฉัน)

ข) ตอบรับกับความสัมพันธ์อันแน่นอนที่อยู่ตรงหน้า (ตอนนี้เขาทำให้ฉันประทับใจ ต่อไปฉันอาจจะชอบเขาก็ได้)

มันไม่เกี่ยวกับความอ่อนหัดไร้เดียงสา ไม่เกี่ยวกับลมกับฟ้า ต้นไม้ใบหญ้า แสงแดดวันพฤหัสฯ หรืออะไรทั้งนั้น ฉันไม่โทษสิ่งอื่นใด นอกจากความเห็นแก่ตัวและความงี่เง่าของฉันเอง…

ฉันเลือก ข)

เป็นการตัดสินใจอย่างไม่ลังเล…

หากฉันจะพูดให้ตัวเองดูดีมีความชอบธรรม ฉันก็จะบอกว่า คนเราตอนที่ตัดสินใจ ก็ทำได้เพียงคาดเดาความเป็นไปได้ ไม่รู้หรอกว่าผลของมันจะเป็นอย่างไรจนกระทั่งได้เลือกไปแล้ว ฉันคิดว่าได้เลือกทางที่ดีที่สุดต่อทุกฝ่ายแล้ว ฉันเชื่อว่า ฉันได้เปิดใจให้คนอีกคน ส่วนคนอีกคนจะเข้าใจและเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

ไม่หรอก นั่นเป็นการโกหกตัวเอง เป็นคำปลอบประโลมที่ฉันพร่ำบอกกับตัวเองเพื่อให้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำลงไปมีความชอบธรรม เพื่อให้ฉันเกลียดตัวเองน้อยลง ความจริงคือ ฉันร้ายกาจเอง ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเขา (คนแรก) นั้น คิดตรงกันกับฉัน เพียงแต่เขายังไม่บอกให้ชัดถ้อยชัดคำเท่านั้นเอง ฉันจึงวางแผนและเล่นเกม ยังไม่รู้สึกอะไรจนกระทั่งพบว่า เขาไม่สามารถเป็นเพื่อนกับฉันเหมือนเดิมได้ และได้เร้นกายไปจากวันและคืนของฉัน…

ฉันยังไม่รู้สึกอะไร จนกระทั่งพบว่า วันคืนชื่นสุขของฉันและเขาอีกคนไม่ได้ยืนยาวนัก เมื่อฉันเป็นฝ่ายเบื่อหน่ายและยุติความสัมพันธ์นั้นเสียเอง และหลังจากนั้นเขาก็หายไปเช่นกัน…

ทุกคนต่างหายไปจากการรับรู้ของฉันอย่างเงียบเชียบ ฉันรู้ดีว่า มีบางอย่างที่ทำให้เราไม่อาจเผชิญหน้ากันได้ บางอย่างที่กาลเวลาเท่านั้นสามารถเยียวยา…

บาดแผล

เมื่อนั้นฉันถึงตระหนักว่า การกระทำของฉันร้ายกาจขนาดไหน

หากฉันไม่สร้างบาดแผล ก็ไม่มีบาดแผล
ไม่มีบาดแผล ก็ไม่มีความเจ็บปวด
ไม่มีความเจ็บปวด ก็ไม่มีวัฏจักรของความเจ็บปวด

ผลของมันร้ายแรงและยืดเยื้อเกินกว่าที่ฉันคิด

สำหรับฉัน ระยะเวลา 5-6 ปีนั้นนานพอที่จะไม่เจ็บปวดกับมันอีกแล้ว แต่ความเจ็บปวดย่อมจารึกร่องรอยของมันไว้เสมอ การตัดสินใจครั้งนั้นไม่เพียงแต่ทำร้ายความรู้สึกของคน 2 คน แต่ยังสร้างบาดแผลให้แก่ตัวฉันเองด้วย รอยบาดลึกของมันยังคงอยู่ เช่นเดียวกับความรู้สึกผิดที่เกาะกุมจิตใจของฉันอย่างลุ่มลึก เยือกเย็น และไม่กระโตกกระตาก ซึ่งคำขอโทษ การที่เขาให้อภัย หรือแม้กระทั่งกาลเวลา ก็ไม่อาจทำให้มันเลือนหายไปได้

ชีวิตจริงไม่ได้จบสวยอย่างในนิยายเพ้อฝัน อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็ได้บอกเล่าอย่างซื่อตรงแล้ว เครื่องบินสีแดงกำลังมุ่งหน้าลงสู่ผืนดินอันกว้างใหญ่ พาฉันลดระดับลงสู่ปัจจุบันและคนที่รัก รู้สึกดีที่ได้ซื่อสัตย์ต่ออดีต ต่อจากนี้ ความปรารถนาดีต่อคน 2 คนจากใจจริง จะถูกวางไว้ข้างๆ กับความรู้สึกผิดในใจอย่างเงียบเชียบ เฝ้ารอวันที่จะได้เห็นเขาทั้งสองคนมีชีวิตที่ดี มีความสัมพันธ์อย่างที่เขาใฝ่ฝัน

เครื่องบินสีแดงลงจอดบนพื้นโลก ความดันอากาศกลับเป็นปกติ คนที่หลับก็ตื่นจากฝัน เด็กเล็กหยุดร้องไห้แล้ว ผู้โดยสารต่างปลดเข็มขัดออกจากตัว เป็นไทจากสาวเสียงหวานและเมฆหมอกในชั้นบรรยากาศ

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s