เมื่อฉันทำงานครบ 1 ปี

ถ้าจะนับวันที่ฉันเริ่มรับงานจริงๆ มันผ่าน 1 ปีมาหลายเดือนแล้วล่ะ ควรจะเขียนเมื่อหลายเดือนที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้เขียนซักทีผ่าน 1 ปีมาแล้วนะ จะไม่บันทึกไว้หน่อยหรือ?’ ‘แต่นี่เป็นบันทึกสำคัญเลยนะ ต้องเรียบเรียงและตกผลึกให้ดีก่อนสิความคิดเหล่านี้ต่อสู้ฟาดฟันและรบกวนจิตใจฉันอยู่ตลอดเวลา

ในที่สุดฉันก็ตกลงกับตัวเองได้เขียนเลย ไม่ต้องคิดมากแล้วเดือนนี้แหละ สิงหาคม ถึงจะไม่ใช่เดือนที่รับงานงานแรก แต่ก็เป็นเดือนแรกที่งานงอกเงยอย่างจริงจัง เป็นเดือนที่มองเห็นว่า เออ เราอยู่ได้ด้วยงานงานนี้ว่ะ

เคยคิดว่างานนี้จะเป็นงานพิเศษทำขำๆ เป็นรายได้เสริมพอประทังชีพไป เพราะฉันสนุกกับมันและมันทำให้ฉันมีเงินใช้ พอเรียนจบก็ไม่คิดจะสมัครงานใดๆ เพราะว่า ทำไมเรียนจบแล้วต้องรีบสมัครงานทันทีล่ะ? ทำไมการหางานถึงเป็น default status (สถานะตั้งต้น) ของคนที่เรียนจบ? ชีวิตมีทางเลือกตั้งเยอะแยะ ส่วนตัวคิดว่า มันโอเคนะถ้ารู้ว่าเป้าหมายเราคืออะไร ต้องการทำงานนั้นเพื่ออะไร มันตอบโจทย์อุดมการณ์ของเราไหม หรือ ทำไมถึงเลือกที่จะทำงาน แต่การสมัครงานเพียงเพราะว่ามันเป็นสูตรสำเร็จ หรือเป็นแพทเทิร์นของชีวิต มันไม่โอเค เหมือนใช้ชีวิตแบบไม่คิด แค่ตามกระแส ตามคนอื่นไปเรื่อยๆ หรือแข่งกันว่าใครได้ทำงานในองค์กรที่มีชื่อกว่ากัน

ด้วยความคิดแบบนั้น ฉันจึงแค่หยุดพักเพื่อทบทวนและครุ่นคิดเกี่ยวกับชีวิต ขณะเดียวกันก็รับงานขำๆที่ฉันชอบนั้นด้วย แต่ทำไปทำมาก็ชักจะไม่ขำแล้ว เพราะรายได้จากงานนั้นเกินกว่าค่าประทังชีพไปมากทีเดียว และงานก็เริ่มเข้ามาขึ้นทุกที ทำไปทำมากลายเป็นงานประจำไปเสียแล้ว เพียงแต่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ เวลางานไม่แน่นอน และได้รับเงินเป็นรายชิ้นงานเท่านั้น

มาถึงตรงนี้ ฉันยังไม่ได้บอกเลยว่า ฉันทำงานอะไร

เขาเรียกอะไรล่ะ? คนที่เอาพวกตัวหนังสือและรูปภาพมาจัดวางบนหน้ากระดาษน่ะ คนวางเลย์เอ้าท์? คนทำอาร์ตเวิร์ก? ฝ่ายศิลปกรรม? อะไรเทือกๆ นั้น หน้าที่ของฉันคือทำ Visual design ของสื่อสิ่งพิมพ์ อะไรที่เกี่ยวกับความสวยๆ งามๆ และความเป็นระเบียบเรียบร้อยบนหน้ากระดาษที่จะพิมพ์ออกมา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ฉันหมกมุ่น เพลิดเพลิน อยู่กับมันทั้งวันทั้งคืนได้อย่างไม่เบื่อ

ความสวย ความงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อยเนี่ย เป็นสิ่งนามธรรม จับต้องไม่ได้ แต่คนอ่านรู้สึกถึงมันตลอดเวลาที่อ่านหนังสือ เรียกได้ว่าเป็นงานออกแบบประสบการณ์ของคนอ่าน หรือที่วงการออกแบบเขาเรียกว่า UX หรือ User Experience (ถือวิสาสะใช้คำนี้กับสื่อสิ่งพิมพ์ซะเลย) ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดในการสื่อสารกับคนอ่าน

มีครั้งหนึ่งฉันได้แอบมองผู้อ่านหยิบหนังสือขึ้นมา แล้วเปิดสุ่มๆ ขึ้นมาหน้านึง แล้วปรารภว่าเออ หนังสือสวยดีนี่ก็ถือว่างานของฉันคอมพลีทแล้ว เก็บไปชื่นใจได้อีกหลายวัน และก็ทำให้ฉันตระหนักว่า หน้าแรกไม่ได้สำคัญที่สุด เพราะผู้อ่านจะเปิดหน้าไหนก่อนก็ได้ จึงต้องให้ความสำคัญกับหน้ากระดาษ ‘ทุกๆ หน้า

ทั้งนี้ทั้งนั้น ฉันไม่สามารถออกแบบได้ตามอำเภอใจ สิ่งที่คำนึงถึงเสมอคือภูมิหลังของกลุ่มผู้อ่าน (ซึ่งจะมีผลต่อขนาดและลักษณะของฟอนต์ สไตล์การวางเลย์เอ้าท์ โทนสีที่ใช้ ฯลฯ) และที่สำคัญคือ รสนิยมหรือ preference ของลูกค้า ถ้าลูกค้าไม่ชอบก็ต้องแก้ไขจนลูกค้าชอบ ภายใต้ข้อจำกัดสำคัญคือเวลา

IMG_4270

ตัวอย่างงาน

1 ปีที่ผ่านมามีเดือนที่ฉันทำงานแบบสว่างคาตา รุ่งเช้าไปร้านเพลท คือลูกค้าต้องการใช้หนังสือเยอะมาก และเมื่อประเมินจากจำนวนทีมงานและกรอบเวลาอันน้อยนิด เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้เสร็จ แต่เราก็ทำ mission impossible ให้ possible ได้ โดยที่ทีมงานยังมีชีวิตรอดทุกคน มีบางเดือนที่งานไม่ค่อยมี ฉันก็ใช้เวลาไปกับการพักผ่อนบ้าง พัฒนาตัวเองบ้าง เป็นชีวิตที่รื่นเริงบันเทิงใจดี

ในด้านวิถีชีวิตนั้น ฉันมีเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่น ซึ่งไม่ได้แปลว่ากำหนดเวลาทำงานเองล้วนๆ แต่หมายถึง งานเข้าเมื่อไหร่ก็ทำเมื่อนั้น ไม่ว่าจะอยู่บนรถชัทเทิลบัสอิเกีย เดินช้อปปิ้งอยู่ห้าง ไปเที่ยวต่างจังหวัด ทุกเวลาและสถานที่สามารถเป็นเวลาและที่ทำงานได้เสมอ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ฉันเป็นมนุษย์ที่พกคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กไปทุกที่ที่ไป เตรียมพร้อมในกรณีที่งานเข้าฉุกเฉิน แต่โดยปกติแล้ว ฉันสามารถจัดสรรเวลาในการทำงานได้เอง มีเวลาไปทำธุระปะปัง คือทำอย่างไรก็ได้ให้งานเสร็จตามกำหนด เพราะจะต้องส่งโรงพิมพ์และตีพิมพ์ให้ทันวันที่ลูกค้าต้องการใช้

ส่วนเรื่องเงินๆ ทองๆ ทีแรกฉันก็มองไม่เห็นว่า ทำไมต้องรู้ด้วยว่า งานนี้ทำเงินให้เราได้เดือนละเท่าไหร่ แค่มีเงินพอใช้ ชีวิตแฮปปี้ ก็จบมะ คนอื่นมักจะถามกันว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่?’ แต่ฉันไม่ได้เงินเดือน ฉันได้เงินเป็นรายชิ้นงานถ้างั้นได้ชิ้นละเท่าไหร่ เดือนนึงมีกี่ชิ้นงาน?’ คือแต่ละชิ้นก็ได้ไม่เท่ากัน แต่ละเดือนก็มีงานไม่เท่ากัน และเรื่องอะไรจะต้อง define ตัวเองด้วยเงินเดือนล่ะ

อีกเรื่องหนึ่งคือการ define คนด้วยองค์กร ซึ่งมากับคำถามที่ว่า ‘ฉันทำงานที่ไหน?’ (นัยยะของคำถามนี้คือ ทำงานให้องค์กรอะไร) ฉันก็ขอตอบว่าทำงานให้องค์กรไหนก็ได้ที่พอใจจะจ้าง และฉันพอใจจะทำ

ให้ฉันเล่าอย่างนี้ดีกว่า ฉันมาจากครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง พ่อแม่ไม่ได้ส่งเงินให้ตั้งแต่เดือนสุดท้ายของการเรียน แต่เพราะเริ่มรับงานแล้ว ฉันจึงมีเงินสำหรับเช่าอพาร์ทเม้นต์อยู่ย่านรัชดาพระราม 9 โดยหารกับเพื่อน หลังจากทำงานจริงจังได้ 2 เดือน ฉันมีเงินส่งให้แม่ก้อนหนึ่งทุกเดือน หลังจากนั้นอีก 3 เดือนฉันก็คิดว่าฉันมีเงินพอที่จะเลือกย่านที่ชอบอยู่มากกว่านี้ได้ ฉันย้ายไปเช่าคอนโดย่านปิ่นเกล้า และคิดว่าพอที่จะจัดทริปพาแม่ไปเที่ยวได้ (แม่อยากไปญี่ปุ่น) เดือนเมษายน 2559 ในวันที่ฉันอายุครบ 23 ปี ฉันอยู่ในสวน Shikinaen ในเมือง Naha, Okinawa กับแม่ จากนั้นฉันก็ขอแม่ว่าลดเงินที่ส่งให้แม่ลง เพราะอยากเก็บเงินไปซื้อคอนโด (หลังจากจ่ายค่าเช่าทุกเดือนๆ ก็เริ่มรู้สึกว่า ซื้อดีกว่ามั้ย) ฉันเริ่มศึกษาวิธีจัดการกับเงินอย่างจริงจัง แบ่งเงินเป็นสัดส่วน สำหรับใช้ สำหรับเก็บออม และสำหรับลงทุน ปลายเดือนกรกฎาคม 2559 ฉันจึงเริ่มลงทุนในกองทุน และไม่คิดเรื่องซื้อคอนโดแล้ว

IMG_0358

เที่ยว The Katsuren Castle Ruins กับคุณแม่ (เมษายน 2559)

ที่เล่าอย่างนี้ก็เพื่อบอกว่า ชีวิตฉันโอเค อยู่ได้ แฮปปี้ดี ไม่ต้องเป็นห่วงว่าฉันได้เงินเดือนเท่าไหร่ ทำงานที่ไหน แต่ที่สุดแล้วฉันก็มานั่งคิดค่าเฉลี่ยนะ ว่าฉันได้เงินเฉลี่ยแล้วเดือนละเท่าไหร่ เพราะมันก็ช่วยให้ฉันประมาณได้ว่าควรจะใช้เงินมากน้อยแค่ไหนในแต่ละเดือน และเกี่ยวกับเรื่องการจัดสรรเงินด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่า นี่มันเป็นการโอ้อวดชัดๆ จะมองอย่างนั้นก็ได้ แต่อย่างไรฉันก็จะขอบันทึกไว้หน่อยว่า ชีวิต 1 ปีแรกของการทำงานเป็นอย่างไร ฉันบันทึกตามที่มันเป็นโดยเลือกบางแง่มุมที่สำคัญและอยากจะเล่า ตอนนี้มันอาจจะยังดีอยู่ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อาจรุ่งโรจน์หรือตกต่ำ ฉันเพียงแต่บันทึกช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตไว้เท่านั้น เหมือนระหว่างทางเดินเราเห็นดอกไม้สวยๆ แล้วอดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพไว้นั่นล่ะ

ส่วนเรื่องที่ว่า ทำงานตรงกับสายที่เรียนไหม ฉันคิดว่าทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด ทุกสิ่งที่เคยทำและจำความได้ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนจบปริญญาตรี กระทั่งสิ่งที่ย่าสอนตอนเด็กๆ ได้ใช้หมด (ย่าสอนเรื่อง kerning นะเออ) ฉันคิดว่าเราไม่ได้เรียนเพื่อที่จะมาทำงานที่เราไม่ชอบ ดังนั้น ชีวิตหลังเรียนจบจึงเป็นการทำสิ่งที่ชอบและเลี้ยงชีพได้ ไม่ใช่การจำกัดตัวเองว่าต้องใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากสถาบันการศึกษาเท่านั้น สกิลในการทำงานเป็นสิ่งที่เรียนรู้และพัฒนาด้วยตัวเองได้ อย่างฉันเรียนจบสาขาวารสารสนเทศ วิชาโทปรัชญา ฉันก็เอามาต่อยอดได้ อาจไม่ใช่ในแง่ของอาชีพที่ทำ แต่เป็นในแง่ของการใช้ชีวิตนี่แหละ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณบุคคลสำคัญในชีวิตของฉัน ทั้งที่ล่วงลับไปแล้วและที่ยังอยู่ หากไม่มีทุกท่านก็ไม่มีฉันในทุกวันนี้ค่ะ

ไปทำงานก่อนเนาะ เดี๋ยวส่งงานไม่ทัน

//หวั่ยย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s