พาคุณแม่เที่ยวหลวงน้ำทา ประเทศลาว

เป็นทริปที่ใช้เวลา 3 วัน 2 คืนถ้วน ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าใดๆ เพราะคุณแม่มีวันหยุด 3 วัน ก็เลยคิดว่าจะไปเที่ยวกันใกล้ๆ กะหนุงกะหนิงกันสองคน ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2559 (2016)

วันแรก

จากท่ารถเก่าในตัวเมืองเชียงราย เรานั่งรถเมล์ไปอำเภอเชียงของ ข้ามพรมแดนไปประเทศลาว (ใช้พาสปอร์ตด้วยนะคะ) จากพรมแดนก็ต่อรถไปที่ท่ารถในบ่อแก้ว เราดูว่าถ้าไปหลวงพระบางจะไม่ทัน เพราะไกล ใช้เวลาเดินทางนาน มีที่ที่ไปได้คือหลวงน้ำทา ค่ารถ 60,000 กีบ (260 บาท) ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง เราจึงเลือกไปหลวงน้ำทา…

และ First impression ของการมาประเทศลาว ก็คือการนั่งดูผู้ชายเตะบอลค่ะ!

คือระหว่างรอเวลารถออก เราหิวข้าวค่ะ พยายามเดินหาร้านอาหารที่ดูไม่แพงและไกลจากท่ารถมาหน่อย เดินๆ ไปก็เห็นป้ายเป็นภาษาลาว อ่านเป็นไทยได้ว่า ‘ภัตตาคารสุพัตรา’ ก็เดินเข้าไป เป็นพื้นที่เวิ้งว้างว่างเปล่า แลเห็นอาคารของภัตตาคารกำลังก่อสร้างอยู่ลิบๆ คือร้านกำลังปิดปรับปรุง แต่ข้างๆ กันมีกลุ่มรถยนต์จอดชุมนุมกันอยู่ ก็เลยเดินเข้าไป

IMG_8764

ปรากฏว่ามีสนามฟุตบอลที่ปูด้วยหญ้าเทียมสีเขียวสดใส ชายฉกรรจ์ยี่สิบกว่าคนโลดแล่นอยู่ในสนาม ข้างสนามก็มีที่พักนักฟุตบอล ไม่มีป้ายบอกว่าร้านอาหาร แต่แอบเห็นกระทะ จึงตรงเข้าไปสั่งข้าวผัดหมูอย่างมั่นใจ เพราะหิวมาก ขี้เกียจเดินแล้วค่ะ

รอสักพักใหญ่ๆ ข้าวผัดหมูก็มาค่ะ ให้เยอะมาก จัดมาสวยงาม ประดับด้วยแตงกวา ราคา 20,000 กีบ หรือ 88฿ แพงมากกก แหมะ… แต่ก็โอเคนะ มีดนตรีฟัง มีบอลดู มีโฆษกพากย์ไปด้วยเป็นภาษาลาว แต่ฉันฟังออก

“…สหายศักดิ์ส่งไปให้สหายชูชาติ สหายชูชาติ ยิง!!!! เอ้าา ไม่เข้า โอ้โหย…”

พอดูผู้ชาย เอ้ย! พอกินข้าวอิ่มแล้วเราก็เดินกลับไปที่ท่ารถเพื่อขึ้นรถค่ะ

IMG_8766

เดินทางไปหลวงน้ำทา

รถที่นั่งไปนั้นมีลักษณะแปลกตา ฉันไม่เคยพบพานมาก่อน จะรถตู้ก็ไม่ใช่ รถบัสก็ไม่เชิง ขอเรียกว่ารถตู้ขนาดใหญ่แล้วกันค่ะ เพราะนั่งได้มากสุด 30 คน รวมคนขับ รวมเบาะเสริม ส่วนสัมภาระไว้บนหลังคา แต่ถ้าจะให้สบายต้องนั่ง 24 คน

และหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้นั่งเบาะเสริม คือฉันเองค่ะ อยู่แถวรองสุดท้ายเสียด้วย ระยะทาง 187 กิโลเมตร คดเคี้ยวและขึ้นเขา ไม่ทันไรผู้โดยสารหญิงชาวลาวที่นั่งอยู่หน้าสุดก็อาเจียนนำร่องไปก่อน เป็นสัญญาณว่าเส้นทางนี้โหดพอควร

IMG_8773

ทริปนี้มีชาวฝรั่งเกินครึ่งคันรถ พูดกันหลากหลายภาษา ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ ฉะนั้น ฉันจึงต้องหางานอดิเรกอย่างอื่นทำค่ะ

แล้วฉันก็ค้นพบตัวเองเอ็นจอยกับวิวข้างทาง ที่เป็นทิวเขาเขียวเรียงรายสุดลูกหูลูกตา นึกถึงแม่ฮ่องสอนเลย แต่อันนี้วิจิตรตระการตากว่า แดดบ่ายนั้นร้อน แต่ลมที่พัดนั้นเย็นเชียวค่ะ และรถคันนี้ก็เป็นแบบโอเพ่นแอร์ เปิดหน้าต่างรับฝุ่น เอ้ย! รับลมเย็นๆ ชาวฝรั่งนั้นดูสบาย เอนกายยกขาขึ้นมา ส่วนตัวฉันผู้นั่งเบาะเสริมนั้น มีความรู้สึกว่าถ้านั่งเกินสี่ชั่วโมงจะต้องเป็นแผลกดทับที่ก้นแน่นอนค่ะ

รถค่อยๆ คืบคลานไปอย่างช้าๆ สวยๆ ประหนึ่งว่าไม่อยากจากภูเขาเหล่านี้ไป บางจังหวะที่เป็นทางชัน รถแทบจะหยุดนิ่ง แต่ฉันได้ยินเสียงความพยายามของคุณเครื่องยนต์นะคะ ฉันรู้ว่านางทำดีที่สุดแล้ว แต่ก็เผลอตัวกลั้นหายใจ เพราะแอบเอาใจช่วยนางอยู่

ทุกอย่างเรียบร้อยดี จนกระทั่งประมาณกลางทาง รู้สึกว่าผู้ชายชาวลาว 2 ท่านที่นั่งอยู่เบาะหลัง มีอาการกระสับกระส่ายอยู่ไม่เป็นสุข สักพักคนหนึ่งซี้ดปากดังสนั่นรถ อึดใจต่อมาก็ตะโกนมาจากด้านหลังเป็นภาษาลาวว่า

“ไอ้เอื้อย ไอ้เอื้อย จอดก่อนสิ อยากถ่ายเบา”

อ้อ! พวกนางปวดฉี่ พอรถจอด ฉันก็พับเบาะเสริมหลีกทางให้อย่างว่องไว ชาวฝรั่งก็หันมองกันเลิ่กลั่ก ไม่เก็ทว่าจอดทำไม แต่พอเห็นชาย 2 คนวิ่งกระหย่องกระแหย่งลงไปที่พงหญ้าข้างทาง ก็เก็ท หัวเราะคิกคักกันทั้งคันรถเลยค่ะ

หลับบ้างดูวิวบ้าง จนกระทั่งมาถึงท่ารถหลวงน้ำทาโดยสบายดี ใช้เวลา 4 ชั่วโมงพอดี

10628868_10205539167626743_3827294627239073091_o

เที่ยวหลวงน้ำทา

รถมาส่งที่ท่ารถหลวงน้ำทา เราก็ต่อรถตุ๊กตุ๊กเข้าไปในเมืองหลวงน้ำทา ค่ารถ 10,000 กีบ (44฿) ทั้งรถมีแต่ชาวฝรั่ง ฉันนั่งอยู่นอกสุด รถแล่นไปเรื่อยๆ ระหว่างทางมีชายตัวสูงชาวฝรั่งเดินอยู่ 2 คน แบกกระเป๋าใบใหญ่มาก ซึ่งฉันจำได้ว่าพวกนางมารถคันเดียวกันกับฉัน และคงตั้งใจจะเดินเข้าเมืองเอง แต่คนขับได้จอดรถและลงไปเชื้อเชิญให้ขึ้นรถมาด้วยกันด้วยความห่วงใย เพราะระยะทางไกลพอควร

รถเต็มแล้ว ที่เดียวที่ว่างคือที่นั่งข้างคนขับ นาทีนั้นฉันรู้ดีว่า ถึงซีนของฉันแล้ว จึงลุกขึ้นและออกไปยืนข้างนอก แล้วเชิญให้ชาวฝรั่งอีกคนหนึ่งนั่งตรงที่ของฉัน ส่วนฉันจะเป็นผู้ยืนหยัดด้วยตัวเอง นางก็ไม่นั่งหรอก แต่ฉันยืนยันว่าให้นั่ง เพราะฉันอยากถ่ายรูปวิว พร้อมชูกล้องถ่ายรูปขึ้นด้วยท่าทีกระตือรือร้น แสดงถึงความตั้งใจจริง

พอฉันยืนเกาะรถ คนขับก็บอกว่า เกาะดีๆ นะ แน่ใจนะ ฉันก็พยักหน้า พร้อมส่งยิ้มให้สวยๆ

รถแล่นไปโดยมีฉันยืนเกาะเกี่ยวอยู่ข้างหลัง อีกมือหนึ่งถือกล้องถ่ายรูป DSLR คอยแชะภาพไปด้วย แบบ สตรอง! (แชะ) สตรอง! (แชะ) สตรอง! (แชะ) สตรอง… เลยล่ะค่ะ

IMG_8791

รูปที่ถ่ายระหว่างเกาะรถ

เมื่อรถจอดในเมืองหลวงน้ำทา เราเดินหาโรงแรมแถวนั้น จองห้องไว้ 2 คืน แล้วเดินไปตลาดยามค่ำคืน (LuangNamtha Night Market) เพื่อกินมื้อเย็น จากนั้นก็กลับโรงแรม พักผ่อน เตรียมเที่ยวต่อในวันพรุ่งนี้

IMG_8798

ห้องพักของเรา

IMG_8803

อาหารจากตลาดยามค่ำคืน

IMG_8801

บรรยากาศตลาดยามค่ำคืน

วันที่สอง

ฉันกับคุณแม่ก็ใช้บริการรถตุ๊กตุ๊กในการเที่ยวชมเมืองหลวงน้ำทา โดยเหมารถให้พาเที่ยวทั้งวัน ในราคา 300,000 กีบ (~1,300฿) ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถูกหรือแพง แต่แฮปปี้ดีค่ะ เน้นเที่ยวแบบไวๆ หน่อย แต่ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็คิดว่าจะเช่าจักรยานปั่นเที่ยว ราคา 10,000-20,000 กีบ แล้วแต่ชนิดของจักรยาน

ขอเล่าแบบรวบยอดเลยนะคะ 9 โมงเช้าหลังจากกินข้าวเช้าแล้ว เราก็ออกเดินทาง จุดหมายแรก คุณคนขับพาเราไปตลาดเช้าเพื่อซื้อหาเสบียงเป็นมื้อเที่ยง แล้วไปวัดไปวา ไปจุดชมวิวบนเนินเขา มีเจดีย์เก่าแก่ (PoumPouk Stupa) ไปหมู่บ้าน ดูวิถีชีวิต ชาวบ้านทอผ้ากันใต้ถุนบ้าน แวะศูนย์รวมผลิตภัณฑ์ผ้าทอของหมู่บ้าน และไปน้ำตก ประมาณบ่ายสามโมงก็เที่ยวครบจบกระบวนการ มีเวลาเดินเตร่ในตัวเมือง และกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารของโรงแรมอีกแห่งหนึ่งก่อนตะวันจะตกดิน

10655429_10205546086919721_4062542832698166024_o

รถตุ๊กตุ๊กและคนขับที่พาเราเที่ยว

ภาพการจากการเที่ยววันที่สอง

This slideshow requires JavaScript.

วันที่สาม

เป็นวันเดินทางกลับ เรียกว่าย้อนรอยของวันแรกเลยทีเดียว ประมาณบ่ายสองโมงก็ถึงเชียงของแล้วล่ะค่ะ

ครบสามวัน ไม่ขาดไม่เกิน สรุปรวบยอดคือ เป็นการมาแบบชิวๆ มาเห็นบ้านเห็นเมือง ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ เงียบสงบ รถน้อย สิ่งปลูกสร้างน้อย แต่ facility สำหรับนักท่องเที่ยวถือว่าครบครัน มีบริการนำเที่ยว มีโรงแรม มีรถมอเตอร์ไซค์และจักรยานให้เช่า มีตลาดของกินและร้านอาหารที่มีทั้งอาหารพื้นถิ่นและนานาชาติ สังเกตว่าฝรั่ง (ยุโรป) เที่ยวที่นี่เยอะ ไม่เจอคนไทยเลย ถามฝรั่งคนหนึ่งที่มาจากเนเธอร์แลนด์ เธอบอกว่าช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ค่าครองชีพที่นู่นสูง การมาเที่ยวหรือมาอยู่ที่ลาว ไทย กัมพูชา ใช้เงินน้อยกว่าการอยู่ที่นู่นมาก

ภาษาที่ใช้สื่อสารกับคนท้องถิ่น ก็ภาษาไทยนี่แหละค่ะ เขาฟังเข้าใจเรา เราฟังเข้าใจเขา อย่างเช่น ผู้ดูแลโรงแรมมาถามเราว่า “จะอนามัยไหม” ก็คือ ‘ต้องการให้ทำความสะอาดไหม’ คือคำศัพท์จะไม่ตรงกันเป๊ะๆ แต่เราเดาได้

ขอบคุณภาพจาก http://www.imdb.com/title/tt5052448/mediaviewer/rm2487630848

Get Out, ตัวตนของเราต้อง survive

Get Out (2017) หนังดีระดับสิบล้านดาว ไม่ใช่หนังผี ไม่ใช่หนังสยองขวัญ ขอจัดว่าเป็นเป็นหนังแนว survival และไม่ใช่ survival ธรรมดา แต่เป็นการ survive ในระดับตัวตน [หมายเหตุ: จะพยายามรีวิวอย่างกว้างๆ เพื่อไม่ให้สปอยล์เนื้อเรื่อง]

Get Out พูดถึงการเหยียดสีผิวและสิทธิในเนื้อตัวร่างกายอย่างลึกซึ้งถึงแก่นและดุเด็ดเผ็ชมันยิ่งนัก Continue reading

ความรักในความรู้

ฉันเชื่อว่า มีความรักชนิดหนึ่งที่สำคัญต่อชีวิต

มันคือ “ความรักในความรู้”

คำว่าความรัก (sophia) และความรู้ (philos) สองคำนี้เป็นรากของคำว่า philosophy หรือปรัชญานั่นเอง Continue reading

My Thought from “Tomorrow I Will Date with Yesterday’s You”

ถ้ารู้อยู่แล้วว่ามันจะลงเอยด้วยความเจ็บปวด เราจะยังเลือกที่จะรักมั้ย?…

เป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจ ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจไปดู Tomorrow I Will Date with Yesterday’s You

บอกได้เลยว่าเป็นหนังที่ปราณีตมาก รักมาก Continue reading

เงาคือ…

เงาคือการหายไปของแสง
คือภาพแสดงของแสงที่หายไป…

เงาต้องการแสง
ขณะเดียวกันก็ต้องการการหายไปของแสง
เงาต้องการการมีอยู่ของแสงที่หายไป 
Continue reading