My Netflix 2017

ธันวาคมเป็นเดือนแห่งการทบทวนสิ่งที่ทำในสิบสองเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นเดือนสุดท้ายที่ปี 2017 จะอยู่กับเรา ในเมื่อปีหน้าจะเป็นปีอื่น ปีอื่น และปีอื่นต่อๆ ไป 2017 จึงอาจถูกลบจนค่อยๆ เลือนหาย ทางหนึ่งที่จะเก็บมันไว้ได้ก็คือผ่านการบันทึกนี่แหละ

2017 เป็นปีที่เราเริ่ม subscribe สิ่งที่โลกเรียกว่า ‘Netflix’ พร้อมๆ กับได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของวิถีการดูหนัง ทั้งของตัวเองและของผู้คนร่วมยุคสมัย ว่ากันจริงๆ ความเปลี่ยนแปลงนี้ก็มาพร้อมๆ กับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตนั่นล่ะ เราใช้การสตรีมออนไลน์เป็นช่องทางรับชมภาพยนตร์อย่างถูกกฎหมาย เช่นเดียวกับการรับชมจากวิดีโอ ซีดี และดีวีดีในยุคก่อน เราเริ่มดูหนังที่โรงภาพยนตร์น้อยลง เนื่องจากในโลกออนไลน์มี Netflix Original Series เจ๋งๆ ตั้งหลายเรื่อง และเมื่อประกอบกับเหตุผลหลายๆ ข้อ (เช่น ต้นทุนการดูหนัง ความยืดหยุ่นของเวลาและสถานที่ ความรักในความเป็นส่วนตัวที่มากขึ้น ฯลฯ) อาจทำให้กล่าวได้ว่า Netflix กำลัง disrupt วงการภาพยนตร์แบบดั้งเดิม แต่เราจะไม่พูดถึงประเด็นนั้นก็แล้วกันนะ

มีหลายข้อที่เป็นความขัดใจของเราเมื่อแรกใช้ Netflix นั่นคือ มันไม่มีหนังดีๆ หลายเรื่องที่เราอยากจะดู พอลองเสิร์ช Google ก็พบว่า แท้จริงแล้วหนังเหล่านี้มีใน Netflix แต่ไม่สามารถดูได้ใน region ที่เราอยู่ แถมยังโกงด้วย vpn ก็ไม่ได้ เพราะ Netflix รู้ทันเราหมด ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่หนังบางเรื่องรับชมไม่ได้ในบาง region นั้นเป็นเพราะ Netflix ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์หนัง ซึ่งถ้าให้ดูได้ครบทุก region ก็จะต้องจ่ายแพง ดังนั้น Netflix จึงทำวิจัย (research) สำรวจว่าผู้คนในแต่ละ region จะนิยมดูหนังเรื่องหนึ่งๆ มากน้อยแค่ไหน เพื่อเป็นการ maximize profit ของ Netflix เอง…

ถึงอย่างนั้น ก็มีหนังที่เราดูแล้วติดงอมแงม ‘Orange Is the New Black’ เป็นเรื่องแรกที่ดูแล้วรักเลย รักตั้งแต่ฉากแรกที่ดูเลย ชอบจังหวะการดำเนินเรื่อง ความจริงของชีวิตที่เราได้เห็นในจอ และเรื่องนี้เป็น Netflix Original Series มันจึงติดอยู่ในใจเราตั้งแต่ตอนนั้นว่า Netflix Original Series คือสิ่งที่เจ๋งและดีงาม

หลังจากนั้น Netflix ก็เริ่มแนะนำหนังได้ตรงกับความชอบของเรามากขึ้น เพราะระบบเบื้องหลังของ Netflix ได้เก็บข้อมูลจากการใช้ของเรา นั่นคือ การดูหนัง การกดไลก์ แล้วนำไปวิเคราะห์ว่าเราชอบดูหนังแบบไหน หนังเรื่องไหนที่เราน่าจะชอบ ซึ่งก็ช่วยทำให้ประสบการณ์การใช้ Netflix ของเรานั้นดีและดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่า เออ หนังที่เคยอยากดู ยังไม่ดูก็ได้ เพราะยังมีหนังดีๆ อีกหลายเรื่องรอให้เราดูอยู่ใน My List ที่เราสร้างไว้ ใน Netflix

พูดถึงระบบเบื้องหลัง Netflix มีวิธีการอันแยบยลที่ทำให้เราดูต่อไปเรื่อยๆ แม้จะจบตอนหรือจบเรื่องแล้ว นั่นคือการแนะนำ (suggest) ตอนใหม่มาให้ และเพียงเรากดปุ่ม play มันก็เริ่มเรื่องใหม่ให้เลย แถมยังมีการข้าม intro ให้ด้วย เรียกได้ว่าไร้รอยต่อ (seamless) มากๆ ยังไม่นับรวมธรรมชาติของ series ที่มักจะตัดต่อให้ตอนจบมีประเด็นค้างคาที่กระตุ้นให้เราอยากดูตอนต่อไปอยู่แล้ว ช่วงหลังๆ เราเลยเอาชนะเทคนิคนี้โดยการกด pause ไว้ในช่วงกลางเรื่องแล้วหยุดดูซะเลย คือเลือกตัดจบด้วยตัวเองตรงช่วงกลางๆ ที่ไม่พีค

และนี่คือรายนามหนัง 11 เรื่องจาก Netflix ที่ได้เวลาของเราในปี 2017 ไปทั้งหมด 10,259 นาที หรือ 170 ชั่วโมง 59 นาที หรือเท่ากับ 7 วัน กับอีก 3 ชั่วโมง!

netflix2017

1. Orange Is the New Black

เรื่องราวในเรือนจำหญิงในสหรัฐอเมริกา สร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกัน เขียนโดย Piper Kerman อดีตนักโทษหญิงที่ไม่เพียงเล่าประสบการณ์ของตัวเองผ่านตัวหนังสือ แต่ยังชี้ให้เห็นปัญหาในระบบการคุมขังนักโทษ ซึ่งเชื่อมโยงอยู่กับปัญหาสังคมต่างๆ ที่เราดูแล้วรู้สึกว่า จริง จริง จริง และจริงที่สุด มีหลายประเด็นทางสังคมที่หนังถ่ายทอดออกมา ทั้งการเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ เหยียดเพศ ความคลั่งศาสนา ความรุนแรงในครอบครัว ความยากจน สิทธินักโทษ ความเป็นมนุษย์ ความหลากหลายทางเพศ การคอรัปชั่นของพัศดี การใช้อำนาจของผู้คุม จำนวนประชากรนักโทษที่มากเกินไป การคืนนักโทษสู่สังคม ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของปัจเจกบุคคล เรื่องราวของนักโทษแต่ละคน ชีวิต ความรัก ความฝัน เพื่อน และครอบครัว บางเรื่องทำให้รู้สึกอบอุ่น บางเรื่องทำให้รู้สึกเจ็บปวด ได้เห็นว่าคนเรามีเรื่องราวเบื้องหลังที่แตกต่างกัน และการถูกจองจำทำให้บางอย่างได้รับการปลดปล่อย

Note: Rated 16+ (Language, Sex, Nudity, Violence)

netflix20172

2. Gossip Girl season 5 and 6

เป็นซีรี่ส์อีกเรื่องที่โปรดปราน ดูถึง season 4 ตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย แล้วก็เว้นไปเลย กลับมาดูอีกครั้งหลังจากเรียนจบแล้วนี่แหละ ตัวละครก็เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วเช่นกัน ยังคงสนุกสนานและเพลิดเพลินอย่างเคยสำหรับความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิง ความรักที่ไม่จีรัง เพื่อนและศัตรู ทุกอย่างล้วนลื่นไหลและเปลี่ยนแปลง ภายในสังคมที่มีทั้งคนวงนอก คนวงใน วิถีชีวิตอันหรูหราและความแฟชั่น สุดท้ายมีเฉลยว่าใครเป็น Gossip Girl

netflix20173

3. Chasing Coral (2017)

เป็นสารคดีที่ชี้ให้เห็นสภาวะของปะการังทั่วโลกทุกวันนี้ ว่ามันกำลังตายลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก เราติดตามเรื่องไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็พบว่าตัวเองร้องไห้ให้ปะการัง คือ… มันเศร้าจริงๆ นะ

netflix20174

4. Argo (2012)

เป็นเรื่องที่เราอยากดูและ Netflix ก็มีให้ดู 🙂 หนังสร้างโดยอิงจากเรื่องจริงของ CIA เมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว ที่มีเหตุความไม่สงบทางการเมืองในประเทศอิหร่าน แล้วเจ้าหน้าที่ในสถานทูตอเมริกาก็ถูกจับเป็นตัวประกัน มีกลุ่มหนึ่งหลบหนีได้ แต่ต้องซ่อนตัว ไม่สามารถออกจากอิหร่านได้ แล้ว CIA ก็วางแผนเพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้กลับประเทศ

netflix20175

5. Easy

เรื่องนี้ดูเพราะ Netflix แนะนำขึ้นมาให้ดู หลังจากอ่านแนวเรื่องแล้วก็พบว่าน่าสนุกดี แต่ละตอนย่อยเป็นเรื่องราวของต่างตัวละคร ต่างสถานการณ์ จบในตัวเอง บางครั้งตัวละครไปปรากฏในตอนอื่น และบางตอนใน season 2 เล่าต่อจากตอนใน season 1 ด้วย น่าจะเรียกว่าเป็นหนังที่เน้นบทสนทนา ซึ่งช่วยถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกของตัวละครในขณะที่ทำหรือตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ และยังทำให้เห็นความสัมพันธ์กับตัวละครอื่นๆ

netflix20176

6. First Love (2016)

หลวมตัวดูตอนแรกไปแล้ว ก็เลยต้องดูไปจนจบ เพราะอยากรู้ว่า ‘เมี่ยวเหมี่ยว’ เป็นลูกใคร เกิดอะไรขึ้นกับ ‘เสี่ยวเหมิง’ ที่สหรัฐอเมริกา ทำไมหายไปตั้ง 8 ปีโดยไม่ติดต่อกลับมา หนังผูกปมไว้อย่างนี้ แล้วเฉลยในตอนท้ายๆ ซึ่งนับว่าใจร้ายมาก แต่สิ่งที่ทำให้เราติดตามเรื่องนี้นอกเหนือจากความอยากรู้ตอนจบ คือเราอยากทำความรู้จักมนุษย์แบบ ‘จ้ายจุน’ ผู้ชายตัวคนเดียวที่เพิ่งเรียนจบ ได้งานทำ ก็ลาออกจากงาน ยอมทิ้งความฝัน เพื่อเลี้ยงดูทารกน้อยซึ่งเป็นลูกของผู้หญิงที่ตัวเองรัก จนเติบโตเป็นเด็กหญิงอายุ 8 ขวบที่น่ารักและงดงาม นับว่าเป็น 40 ตอนที่อิ่มมาก ชอบความภาพสวย ฉากสวย ทุกสิ่งสวย เรียกว่ามีความเนี้ยบ มีการประดิษฐ์ประมาณหนึ่ง ดูเพลิน และเพลงประกอบก็เพราะดี

netflix20177

7. Black (2017)

สำหรับเรื่องนี้ หากเสิชแฮชแทก #Black #블랙 ในทวิตเตอร์ก็จะพบเสียงชื่นชมผสมกับเสียงก่นด่าของผู้ชมอย่างกว้างขวาง เป็นซีรี่ส์แนวสืบสวนที่ลึกลับ ซับซ้อน มีเงื่อนงำ มีปมในปม ในปม และในปมอีกทีหนึ่ง จังหวะการดำเนินเรื่องกำลังพอดี ไม่น่าเบื่อ แต่ด้วยความซับซ้อนทำให้ต้องค่อยๆ เล่า ค่อยๆ คลายปม มีความตลกโปกฮา ความเศร้า ความรัก และความตื่นเต้นในเรื่องเดียว (ป.ล. ยังดูไม่จบ เหลืออีก 2 ตอนซึ่งกำลังจะมาในวันเสาร์ที่จะถึงนี้)

netflix20178

8. Black Mirror

เป็นซีรี่ส์ที่แต่ละตอนย่อยเล่าเรื่องของตัวเอง จบในตัวเอง มีสิ่งหนึ่งร่วมกันคือทุกเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ปรัชญากับเทคโนโลยี หรือจริยศาสตร์กับเทคโนโลยี เป็นประเด็นอันน่าครุ่นคิดซึ่งเล่าออกมาได้อย่างเฉียบคม ทั้งน่าหดหู่ใจในขณะเดียวกัน เหมือนเริ่มจากการตั้งคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งเทคโนโลยีหนึ่งถูกพัฒนาไปจนถึงจุดหนึ่ง ผู้คนจะเป็นอย่างไร โลกจะดีอย่างไร แล้วถ้าลองเอา ‘กระจกสีดำ’ ส่องดูล่ะ? หรือก็คือ ด้านที่มืดดำที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่มีเทคโนโลยีนั้นๆ จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งจริงๆ บางเทคโนโลยีก็มีแล้ว และเราก็กำลังใช้อยู่ในขณะนี้ อย่างเช่นการติด Hashtag ใน Twitter (ที่นำไปสู่คดีฆาตกรรมต่อเนื่องและสามารถเป็น scale ใหญ่ระดับโลกได้), Social Media (ที่ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์หรือหน้าตา แต่เป็นตัวกำหนดระดับชั้น (class) และสถานะทางสังคม (social status) เมื่อทุกสิ่งในชีวิตขึ้นอยู่กับการกดไลก์หรืออันไลก์จากคนอื่น) และเทคโนโลยีอีกหลายอย่าง บอกเลยว่าไม่ควรพลาดแม้แต่ตอนเดียว

netflix20179

9. Alias Grace (2017)

ชื่อเรื่องแปลว่า ‘หรือที่รู้จักกันในชื่อ Grace’ สำหรับใครที่ชอบเสพความหดหู่เพราะรู้สึกว่าชีวิตยังหดหู่ไม่พอ ไม่ควรพลาดเรื่องนี้ หนังสร้างโดยอิงจากคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นจริงในยุควิคตอเรียน (ปี 1843) ในประเทศแคนาดา เกรซซึ่งเป็นคนรับใช้ในบ้านที่เกิดเหตุ ไม่สามารถจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ จึงตัดสินไม่ได้ว่าเธอบริสุทธิ์หรือไม่ เกรซจึงถูกจองจำอยู่ในคุก สิบห้าปีผ่านไป ดอกเตอร์จอร์แดนซึ่งเป็นจิตแพทย์ก็อาสามาช่วยค้นหาความจริง ในแต่ละตอน เกรซจะค่อยๆ เล่าเรื่องราวชีวิตของตนเองให้ดอกเตอร์จอร์แดนฟัง ผู้ชมจึงเห็นความลึกลับที่ค่อยๆ คลี่คลาย แล้วจึงกระจ่างในตอนสุดท้าย

netflix201710

10. 100 Meters (2016)

ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง และอุทิศให้ผู้ป่วยโรค multiple sclerosis (MS) โดยหนังได้สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้มากขึ้น ปกติร่างกายทำงานได้เพราะสมองสั่งให้ทำงาน และเมื่ออวัยวะได้สัมผัสอะไร ก็จะส่งกระแสประสาทไปยังสมองเพื่อประมวลผลและรับรู้ แต่ผู้ป่วยโรคนี้คือ สมองสั่งแล้ว แต่คำสั่งนั้นไม่สามารถไปถึงอวัยวะต่างๆ ได้ อวัยวะรับสัมผัสมา แต่สมองไม่ได้รับรู้ เพราะกระบวนการสื่อกระแสประสาทมีปัญหา ผู้ป่วยแต่ละคนมีอาการเริ่มแรกแตกต่างกัน เช่น แขนขาเริ่มขยับไม่ได้ หูเริ่มไม่ได้ยิน ตาเริ่มมองไม่เห็น ซึ่งจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

รามอนเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ แล้วผู้ป่วยที่เป็นมาก่อนก็บอกรามอนว่า “ภายในหนึ่งปีนับจากนี้ ระยะแค่ 100 เมตรคุณก็เดินไม่ได้แล้ว” รามอนจึงท้าทายตัวเองด้วยการลงแข่งขัน ‘ไอรอนแมนไตรกีฬา’ คือว่ายน้ำ 3.8 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 180 กิโลเมตร ต่อด้วยวิ่ง 42 กิโลเมตร ภายใน 17 ชั่วโมง และนี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของผู้ชายที่ชื่อ รามอน อาร์โรโย

netflix201711

11. The Silenced (2015)

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นสายดาร์ก เรื่องราวในภาพยนตร์เกิดขึ้นในปี 1938 ในโรงเรียนประจำของนักเรียนหญิงล้วนที่ตั้งอยู่ในกรุง Gyeongseong (ชื่อเดิมของกรุงโซล) ประเทศเกาหลีใต้ เราขออธิบายเรื่องนี้เป็นคำสั้นๆ ว่า ความแปลก, ความลับ, ความน่ากลัว, ความตาย เบื้องหน้า, เบื้องหลัง และความพังพินาศ

 

Advertisements
ขอบคุณภาพจาก http://www.imdb.com/title/tt5052448/mediaviewer/rm2487630848

Get Out, ตัวตนของเราต้อง survive

Get Out (2017) หนังดีระดับสิบล้านดาว ไม่ใช่หนังผี ไม่ใช่หนังสยองขวัญ ขอจัดว่าเป็นเป็นหนังแนว survival และไม่ใช่ survival ธรรมดา แต่เป็นการ survive ในระดับตัวตน [หมายเหตุ: จะพยายามรีวิวอย่างกว้างๆ เพื่อไม่ให้สปอยล์เนื้อเรื่อง]

Get Out พูดถึงการเหยียดสีผิวและสิทธิในเนื้อตัวร่างกายอย่างลึกซึ้งถึงแก่นและดุเด็ดเผ็ชมันยิ่งนัก Continue reading

My Thought from “Tomorrow I Will Date with Yesterday’s You”

ถ้ารู้อยู่แล้วว่ามันจะลงเอยด้วยความเจ็บปวด เราจะยังเลือกที่จะรักมั้ย?…

เป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจ ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจไปดู Tomorrow I Will Date with Yesterday’s You

บอกได้เลยว่าเป็นหนังที่ปราณีตมาก รักมาก Continue reading

‘I HATE YOU I LOVE YOU’ บอกอะไรกับวัยรุ่น

ดูตอนจบ I HATE YOU I LOVE YOU แล้ว เฮ้ย… คือมันดีมากเลยนะ ไม่รู้ว่าทีมเขียนบทคิดไว้รึเปล่า แต่นี่คิดว่า…

มันคือเรื่องเล่า ที่พูดถึงนิยามของคำว่า ‘ครอบครัว’ ผ่านมุมมองของตัวละครที่เป็นวัยรุ่น โดยมีกลุ่มเป้าหมาย (ผู้ชม) คือวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (<30) นี่แหละ พูดง่ายๆ คือวัยก่อนแต่งงานสร้างครอบครัว

และเป็นความบังเอิญที่ประจวบเหมาะจริงๆ เพราะ EP.5 ซึ่งเป็นตอนจบ ออนแอร์ในวันเด็กแห่งชาติพอดิบพอดี

Continue reading

’10 Cloverfield Lane’ ภายในที่แตกร้าว ภายนอกที่แปลกแยก

Disclaimer: ผู้เขียนดูหนังเรื่องนี้แบบพูดภาษาอังกฤษ ไม่มี subtitle จึงฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เก็บความได้ไม่ครบ แต่สนุกดี และการตีความประเด็นของหนังที่เขียนไว้ในที่นี้ เกิดจากการคิดเองเออเองล้วนๆ ไม่ได้มาจากการรีเสิชหรือค้นคว้าอะไรแต่อย่างใด แน่นอนว่ามันไม่ละเอียดครบถ้วนหรืออาจไม่สมเหตุสมผล ผู้อ่านย่อมมีความเห็นเป็นแย้งได้

Note: Spoiler alert, ไม่ใช่รีวิวหนัง Continue reading