เราซื้อบ้านตอนอายุประมาณยี่สิบ

ระหว่างรอให้เครื่องซักผ้าที่ตั้งอยู่ตรงระเบียงทำงานของมัน เราเปิดน้ำที่อ่างล้างจาน หยิบฟองน้ำแล้วกดน้ำยา ขณะล้างจานชามและอุปกรณ์ที่ใช้ทำแพนเค้กในมื้อเช้า เรามองออกไปนอกระเบียง แสงแดดแรกของวันส่องผ่านเมฆกลุ่มหนา เฉียงมาตรงต้นไม้กระถางที่เราเพิ่งรดน้ำไปพอดิบพอดี เห็นแดดแบบนี้ก็อุ่นใจแล้วว่า วันนี้ผ้าจะหอมกรุ่น

เราเป็นมนุษย์วัยยี่สิบต้นๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่เราซื้อให้ตัวเอง กระทั่งเฟอร์นิเจอร์และข้าวของต่างๆ ก็ใช้เงินตัวเองแลกมา เมื่อเราทำงานและมีรายได้ ตัวเลขในปฏิทินที่เพิ่มขึ้นก็หมายถึงการลดลงของหนี้สินและการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป

เพื่อนรุ่นเดียวกันของเราหลายคนก็ซื้อบ้าน บางคนซื้อที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล บางคนซื้อที่เชียงใหม่ บางคนซื้อบ้านเดี่ยว บางคนซื้อทาวน์เฮ้าส์ บางคนซื้อคอนโด เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขในชีวิตแตกต่างกัน เช่น ไลฟ์สไตล์ อาชีพ สถานที่ทำงาน ระดับรายได้

สำหรับเรื่องซื้อบ้านที่จะเล่าในที่นี้ เป็นประสบการณ์ตรงของเราเพียงคนเดียว และเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัย มิใช่ลงทุน จึงนับเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการซื้อบ้านเท่านั้น ไม่อาจสรุปเป็นคู่มือการซื้อบ้านโดยทั่วไปได้ แม้เราจะซื้อคอนโด แต่เราจะเรียกคอนโดว่าบ้าน ไม่งงนะ? หากตรงไหนเราอธิบายผิดพลาดคาดเคลื่อนไปก็ขออภัยด้วย และหากได้รับคำชี้แนะแก้ไขจะขอบพระคุณอย่างสูง

อยากได้บ้านแบบไหน อยู่ย่านไหน มันมีในใจอยู่แล้วล่ะ

เมื่อวางแผนระยะยาวไว้แล้วว่าชีวิตต้องการบ้าน เราจะมีในใจอยู่แล้วล่ะว่าอยากได้บ้านแบบไหนที่จะสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ตัวเองที่สุด บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรือคอนโด และจะอยู่ทำเลไหน ลองดูตามเว็บรีวิวที่อยู่อาศัยต่างๆ ว่าบ้านในทำเลที่เราต้องการ เขาขายกันราคาประมาณเท่าไร ทั้งมือหนึ่งและมือสอง ลองเล็งไว้ซัก 3-4 โครงการที่ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงกับที่ต้องการ จดเป็นลิสต์เอาไว้เลย นอกจากนี้ หาข้อมูลอื่นๆ ประกอบการตัดสินใจด้วย เช่น ความน่าเชื่อถือของบริษัทที่เป็นเจ้าของโครงการ ข้อมูลโครงการ ข้อมูลห้องชุด ข้อมูลเกี่ยวกับทำเล แนะนำให้มีสมุดไว้เล่มหนึ่งสำหรับจดเรื่องซื้อบ้านโดยเฉพาะ เพราะต่อไปจะต้องจดอีกหลายอย่างเลยล่ะ

สำหรับเรา มองคอนโดโครงการใหม่ใกล้รถไฟฟ้า ติดถนนใหญ่ มีรถเมล์ผ่าน เดินทางไปสนามบินได้สะดวก ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงในการเข้าเมืองเพื่อสะดวกในการติดต่อธุระ และเนื่องจากเราไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็เลยไม่ต้องคำนึงว่าจะต้องอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงาน แต่การไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็หมายความว่าบ้านคือสถานที่ทำงาน ดังนั้น บ้านของเราจะต้องอยู่สบาย ไม่แคบเกินไป มีสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้อง ใกล้ย่านชุมชน หาของกินได้ง่าย ที่สำคัญคือต้องอยู่ใกล้พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของเมือง จะได้ไปออกกำลังกายและพักผ่อน เพราะเราให้ความสำคัญกับสุขภาพมาก

ความต้องการหลักๆ ก็มีเท่านี้

เลือกบ้านที่ใช่

เมื่อหาข้อมูลและเลือกโครงการไว้ 3-4 โครงการแล้ว ก็ไปดูของจริง ถ้าเป็นโครงการใหม่จะมีเซลของโครงการพาเดินชม ถ้าโครงการยังสร้างไม่เสร็จจะมีห้องตัวอย่างให้ชม อย่าลืมสำรวจสถานที่รอบๆ ด้วย เพราะนี่จะเป็นที่อยู่อาศัยของเราไปอีกหลายปี ถ้ายังมีจุดที่ไม่ชอบหรือไม่ตรงใจ ก็ไม่ต้องเลือก เรายังมีช้อยส์อื่นๆ อีก แต่ถ้าถูกใจแล้วก็ขอใบเสนอราคามาเลย

มีตังค์ไหม?

เราเพิ่งเรียนจบและทำงานได้ประมาณ 2 ปี แน่นอนว่าไม่มีเงินก้อนโตใดๆ จึงต้องมีการกู้เกิดขึ้น การกู้จะทำให้เราซื้อบ้านได้และยังรักษาสภาพคล่องเอาไว้ได้ด้วย (คือยังมีเงินใช้) เราจึงหาข้อมูลเกี่ยวกับการกู้ หรือสินเชื่อบ้าน ให้พอรู้คร่าวๆ ก่อน จากนั้นก็เดินเข้าไปในธนาคาร เพื่อขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ (เซล) เราสามารถขอให้เจ้าหน้าที่ประเมินให้คร่าวๆ ได้ว่า เงินเดือน (หรือรายได้เฉลี่ยต่อเดือน) เท่านี้ เราจะซื้อบ้านราคานี้ได้มั้ย ผ่อนเดือนละเท่าไร ในเวลากี่ปี และขอกระซิบไว้ตรงนี้ว่า ถ้าเป็นบ้านมือสอง การกู้จะยุ่งยากกว่าบ้านมือหนึ่ง

อันที่จริงถ้าเราอ่านคำแนะนำในการซื้อบ้าน มักจะบอกไปในทางเดียวกันว่าควรจะเก็บเงินให้ได้สักก้อนหนึ่งก่อน แล้วค่อยซื้อบ้าน เช่น หนังสือ ต้องเท่าไหร่ถึงจะพอ (HOW MUCH IS ENOUGH?) แนะนำว่า อย่าดาวน์บ้านต่ำกว่า 20% ของราคาบ้าน เพื่อประหยัดดอกเบี้ย แต่สำหรับเรา ถ้าต้องเก็บเงินให้ได้เท่านั้น ต้องใช้เวลาอีกหลายปี ซึ่งในช่วงปีเหล่านั้น รายได้ประมาณ 1 ใน 3 จะสูญไปกับค่าเช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งเมื่อประเมินแล้วการจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารเป็นทางเลือกที่โอเคกว่า ดังนั้น เราจึงตัดสินใจซื้อบ้านตั้งแต่ยังไม่มีเงินก้อนโต

เอาล่ะ พอเราจริงจังตั้งใจที่จะซื้อบ้านแล้ว มั่นใจว่าราคานี้ไม่เกินกำลังผ่อนของเราแล้ว ขั้นต่อไปก็เข้าไปเซ็นสัญญาจะซื้อจะขายกับทางโครงการเลย โดยในสัญญานี้จะระบุรายละเอียดต่างๆ และกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ไว้ด้วย (บ้านยังเป็นของโครงการอยู่ ถ้าซื้อแล้วต้องไปโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดินก่อน บ้านถึงจะเป็นของผู้ซื้อ โดยมีค่าใช้จ่ายคือ ค่าโอนกรรมสิทธิ์ จ่ายให้กรมที่ดิน) และเราต้องใช้สัญญาจะซื้อจะขายนี้ในการยื่นกู้หรือขอสินเชื่อกับทางธนาคาร เพื่อให้ธนาคารอนุมัติก่อนจะถึงวันโอนกรรมสิทธิ์

หลังจากเซ็นสัญญากับทางโครงการแล้ว ก็เป็นการจ่ายเงินดาวน์ เงินดาวน์คือเงินค่าบ้านที่เราจ่ายให้โครงการก่อนจะถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ โดยเงินดาวน์นี้เราไม่ได้จ่ายก้อนเดียว แต่แบ่งจ่ายเป็นเดือนๆ (และถ้าจ่ายเงินดาวน์ครบและตรงตามกำหนด ทางโครงการอาจจะให้ส่วนลดแก่เราด้วย) เช่น เราทำสัญญาซื้อบ้านราคา 300 บาท มีกำหนดโอนในอีก 5 เดือนข้างหน้า ช่วง 5 เดือนนี้เราก็จะจ่ายเงินดาวน์ให้โครงการ เดือนละ 1 บาท เป็นเวลา 5 เดือน รวมเป็น 5 บาท พอถึงวันโอนฯ เราจ่ายเพิ่มอีก 295 บาท บ้านก็จะเป็นของเรา

ทีนี้ ก่อนจะถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ เราก็ไปขอยืมตังค์จากธนาคาร (เพราะเราไม่มีตังค์) ถ้าธนาคารตกลงให้เรายืม ในวันโอนฯ ธนาคารก็จะเป็นคนจ่ายเงิน 295 บาทให้กับทางโครงการ ดังนั้น บ้านก็เป็นของธนาคาร ถูกแล้ว บ้านเป็นสินทรัพย์ของธนาคาร คือการกู้นี้แท้จริงแล้วเป็นการที่เราเอาบ้านไปจำนองไว้กับทางธนาคาร โดยไปทำสัญญาจำนองเป็นประกันที่กรมที่ดินในวันโอนฯ (มีค่าใช้จ่ายคือ ค่าจดจำนอง จ่ายให้กรมที่ดิน) โดยเรามอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่โครงการไปแทนก็ได้ ไม่ต้องไปด้วยตัวเอง

หลังจากนั้น เราก็ผ่อนกับธนาคารไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่คืนเงินต้นได้ครบ 295 บาทแล้ว เราก็ไปไถ่ถอนบ้านที่กรมที่ดิน (ต้องไปด้วยตัวเอง) เมื่อนั้นบ้านถึงจะเป็นสินทรัพย์ของเรา

กู้กับแบงค์ไหนดี?

แบงค์ที่ให้ดอกเบี้ยใกล้ 0% ที่สุด เป็นสิ่งที่เราปรารถนาที่สุด แต่มันไม่มีแบงค์ไหนใจดีขนาดนั้น แน่นอนว่าเราไปหยิบยืมเงินเขา เขาก็ต้องคิดดอกเบี้ย ยิ่งเป็นเงินก้อนโตและผ่อนเป็นสิบๆ ปี ดอกเบี้ยก็ต้องมากหน่อย หายใจเข้าลึกๆ แล้วเตรียมใจเข้าสู่วงการอายุน้อยหนี้ล้านให้ดี หาข้อมูลสินเชื่อบ้านที่ธนาคารต่างๆ เสนอให้ แล้วเลือกอันที่ดอกเบี้ยต่ำที่สุด และเข้ากับกลยุทธ์การผ่อนของเราที่สุด

ตัวอย่างเช่น ธนาคาร A มีสินเชื่อบ้านให้เลือก 2 แบบ

  • แบบแรก: สามปีแรกดอกเบี้ยคงที่ 4% / ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็น MRR-1%
  • แบบที่สอง: ปีแรกดอกเบี้ย 0% / สองปีถัดมาดอกเบี้ยคงที่ 4.6% / ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็น MRR-1%

ข้อได้เปรียบของแบบที่สอง คือเรามีเวลาปั๊มเงินเพิ่มอีก 11 เดือน (ผ่อนขั้นต่ำ ไม่ต้องรีบโปะ เพราะเป็นช่วงปลอดดอกเบี้ย) แล้วจึงโปะในเดือนที่ 12 ซึ่งเป็นกลยุทธ์ตัดเงินต้นให้เหลือน้อยเท่าที่จะสามารถ จะได้จ่ายดอกให้น้อยที่สุด (เพราะสินเชื่อบ้านเป็นแบบลดต้นลดดอก คือคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือ)

แต่ถ้าเราไม่ได้คิดจะโปะ หรือมีรายได้คงที่ในแต่ละเดือน แบบแรกจะน่าสนใจกว่า

แหล่งหนึ่งที่จะดูข้อมูลสินเชื่อบ้านได้ครบจบในที่เดียว คืองาน Money Expo ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีที่ Impact เมืองทองธานีและตามหัวเมืองต่างๆ ธนาคารต่างๆ จะมีในส่วนของการเสนอขายสินเชื่อบ้าน และออกโปรโมชั่นที่น่าจูงใจมากมาย บางโปรโมชั่นระบุไว้เลยว่า โปรฯ นี้เฉพาะในงานเท่านั้น เพื่อให้เราเร่งตัดสินใจ

แต่เราต้องใจเย็นๆ วันแรกที่งานจัด เราไปรับข้อมูลจากแต่ละธนาคารมาเปรียบเทียบกันก่อน คัดเลือกที่สนใจสัก 3-4 อัน วันต่อมาค่อยไปนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่ (เซล) คุยแล้วคุยอีก สงสัยอะไรถามเลย แล้วเก็บเป็นข้อมูลไว้ เอาไปเข้าโปรแกรมคำนวณให้ถี่ถ้วนว่าแบบไหนจ่ายถูกที่สุด อย่าได้ตกลงปลงใจกับใครง่ายๆ

สำหรับโครงการใหม่ จะมีโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านจากธนาคารต่างๆ มาเปิดบูธที่โครงการเลย โดยมากมักจะเป็นโปรโมชั่นพิเศษที่เสนอให้สำหรับผู้ที่ซื้อห้องชุดในโครงการนี้เท่านั้น เราสามารถเลือกจากตรงนี้ได้เลย หรือจะสอบถามจากเซลของโครงการก็ได้ว่าโครงการนี้ดีลกับธนาคารอะไรบ้าง ที่เขามีการดีลกันเพราะ ในรายละเอียดของการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ จะมีการแบ่งระดับเอาไว้เลยว่า โครงการไหนจัดว่าเป็นระดับอะไร ถ้าเป็นระดับดีๆ ทางธนาคารก็อยากมาดีล นอกจากนี้ ยังมีการจัดระดับของลูกค้าที่ทำงานอยู่หน่วยงานต่างๆ ด้วย (เช่น AAA, AA, A, B เป็นต้น) ความยากง่ายของการอนุมัติสินเชื่อจะขึ้นอยู่กับระดับเหล่านี้ด้วย

รายจ่ายที่มากกว่าค่าบ้าน

มาถึงช่วงนี้เราจะได้รับความรู้ใหม่มากมาย เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ผูกพ่วงมาพร้อมกับการขอสินเชื่อและการซื้อบ้าน ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีค่าเหล่านี้อยู่ในโลกด้วย เช่น ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ค่าประกันอัคคีภัย ซึ่งหลายธนาคารมีโปรโมชั่นคือ ฟรีจ้า เราไม่ต้องจ่าย ธนาคารออกให้

ส่วนค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายในวันโอนฯ แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

  1. ส่วนที่จ่ายให้กรมที่ดิน ได้แก่ ค่าโอนกรรมสิทธิ์ และค่าจดจำนอง
  2. ส่วนที่จ่ายให้โครงการ ได้แก่ ค่าบ้าน (ห้องชุด), ค่าส่วนกลางล่วงหน้า 1 ปี, เงินกองทุน, ค่ามิเตอร์ไฟฟ้า
  3. ส่วนที่จ่ายให้หน่วยงานอื่น ได้แก่ ค่าอากรแสตมป์, และค่าเบี้ยประกันชีวิตตลอดอายุสัญญา (ถ้ามี)

โดยในส่วนที่ 1. และ 2. นี้ ทางโครงการจะทำสรุปเป็นใบคำนวณค่าใช้จ่าย ณ วันโอนกรรมสิทธิ์มาให้ เราต้องตรวจดูด้วยว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้นถูกต้องไหม ส่วนลดส่วนอะไรได้ครบรึเปล่า ถ้าผิดตรงไหนก็ทักท้วงให้ทางโครงการแก้ไขเลย โดยการจ่ายทั้ง 3 ส่วนนี้ ธนาคารจะเป็นผู้จัดการให้ทั้งหมด เราไม่ได้หยิบเงินไปจ่ายเอง

สำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนที่ 3 ค่าอากรแสตมป์นั้นเราต้องจ่ายอยู่แล้วตามกฎหมาย ส่วนค่าเบี้ยประกันชีวิตตลอดอายุสัญญานั้น เรียกอีกอย่างว่าค่าประกันภัยกลุ่มแบบคุ้มครองสินเชื่อ ซึ่งจ่ายให้บริษัทประกันที่ดีลกับทางธนาคารไว้ก่อนแล้ว โดยจ่ายเพียงครั้งเดียว มีประโยชน์คือระหว่างผ่อนบ้านหากเราเสียชีวิตหรือทุพพลภาพโดยสิ้นเชิง บริษัทประกันจะเป็นผู้จ่ายเงินส่วนที่เรายังผ่อนไม่หมดให้กับทางธนาคาร (ค่าเบี้ยประกันนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยอีก และใครจะทำหรือไม่ทำขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในการทำสัญญากู้เงินที่เราตกลงกับธนาคาร แต่ขอกระซิบไว้ตรงนี้ว่า เบี้ยประกันสำหรับคนที่อายุ 20 ต้นและเป็นผู้หญิงนั้น ถูกกว่าผู้ชายถึงครึ่งหนึ่ง และถูกกว่าคนอายุมาก เพราะมีความเสี่ยงในชีวิตน้อยกว่า)

ดังนั้น ยอดกู้ของเราจึงต้องบวกค่าใช้จ่ายทั้ง 3 ส่วนนี้ไปด้วย และจะเผื่อแผ่ไปถึงค่าเฟอร์นิเจอร์อีกเล็กน้อยก็ย่อมได้ สมมติว่าธนาคารอนุมัติเงินกู้ให้เต็มวงเงินตามที่เรายื่นขอไป และหลังจากจ่ายทั้ง 3 ส่วนนั้นแล้ว ยังเหลือเงินอยู่ ธนาคารจะโอนเงินจำนวนนั้นเข้าบัญชีให้เราหลังจากทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองที่กรมที่ดิน หากเราไม่ได้ต้องการใช้เงินจำนวนนั้นในการซื้อเฟอร์นิเจอร์หรืออะไร ก็เอาไปจ่ายโปะเมื่อถึงเวลาจ่ายค่างวดงวดแรกได้เลย คืนธนาคารไป

จะกู้ผ่านรึเปล่านะ?

เมื่อเลือกสินเชื่อได้แล้ว ก็ถึงเวลาเตรียมเอกสารเพื่อยื่นกู้ ซึ่งธนาคารจะมีใบที่บอกรายละเอียดว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง โดยพื้นฐานก็จะเป็นเอกสารที่เกี่ยวกับตัวเรา หน้าที่การงาน รายได้ และเงินของเรา เพื่อที่ธนาคารจะแน่ใจได้ว่า เราจะเป็นผู้มีความสามารถผ่อนชำระหนี้ได้ จากนี้และอีกนับสิบๆ ปีถัดไป ดังนั้น ถ้าเราทำงาน มีเงินเข้าสม่ำเสมอทุกเดือน และเมื่อหักค่าครองชีพแล้ว ยังเป็นเงินจำนวนมากพอที่จะผ่อนชำระได้ ก็ไม่ต้องกังวลอะไร กู้ผ่านสบาย และถ้ามั่นใจก็เลือกยื่นเพียง 2 ธนาคารที่อยากได้จริงๆ ไม่ต้องยื่นเผื่อหลายที่ เพราะวุ่นวาย

สำหรับคนที่ไม่ได้มีรายได้ประจำ เงินในบัญชีธนาคารจะต้องมีมากพอ แต่สำหรับคนอายุยี่สิบต้นๆ อาจมีไม่มากพอ การกู้ร่วมจึงเป็นทางเลือกที่ดีงาม ในกรณีนี้สามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อของธนาคารได้

เอาล่ะ เมื่อยื่นเอกสารไปแล้ว ประมาณ 2 อาทิตย์ก็จะรู้ผล สมมติว่ากู้ผ่าน และได้รับอนุมัติเต็มวงเงิน เราก็รอให้ธนาคารเตรียมเอกสารสัญญา แล้วนัดวันเซ็นสัญญากู้เงินและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เมื่อเซ็นสัญญาเรียบร้อยก็สบายใจได้ว่าเรามีเงินไปจ่ายก่อนวันโอนฯ แล้ว

เงินพร้อมแล้ว บ้านล่ะพร้อมมั้ย?

ช่วงประมาณ 1 เดือนก่อนวันกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ ทางโครงการจะนัดหมายเราให้ไปตรวจบ้าน และถ้าเรียบร้อยดี เราก็เซ็นรับ ถือเป็นการยอมรับว่าบ้านที่โครงการสร้างให้เรานี้ ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องแล้ว สเป็กและวัสดุเป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายทุกอย่าง เรียกว่า ตรวจรับบ้าน

ดังนั้น เราจึงต้องตรวจบ้านให้แน่ใจว่าโอเคก่อนจะเซ็นรับ ถ้าไม่โอเคก็ให้โครงการแก้ไข โดยจะมีวิศวกรของโครงการมาดูแลในส่วนนี้

ถ้าตรวจเองไม่เป็น เราสามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญมาตรวจแทนได้ (ค่าจ้างตรวจขึ้นอยู่กับตกลงกัน มักเริ่มต้นที่ 1 พันบาท) แต่สำหรับเรา เลือกศึกษาจนรู้จริงและตรวจด้วยตัวเอง มีคู่มือและคำแนะนำการตรวจบ้านตามเว็บต่างๆ เช่น หนังสือ “ตรวจรับบ้านก่อนโอนแบบผู้ไม่รู้” เขียนโดย วิญญู วานิชศิริโรจน์ ให้เราศึกษาแล้วไปตรวจรับบ้านแบบผู้รู้ได้

ตอนที่เราตรวจ มีจุดที่ต้องแก้ไขอยู่ไม่กี่จุดและไม่ใช่จุดใหญ่โต ดังนั้น ทางวิศวกรโครงการจึงให้ช่างมาแก้ไขให้ทันที เมื่อดูแล้วว่าเรียบร้อย เราก็เซ็นรับในวันนั้น

เงินพร้อม บ้านพร้อม โอนได้

หลังจากเซ็นสัญญากู้เงินแล้ว เซ็นรับบ้านแล้ว นัดวันโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองที่กรมที่ดินได้เลย คือสามารถโอนก่อนวันโอนฯ ที่กำหนดไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายได้ ถ้าเรามอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่โครงการไปแทน เขาก็จะนัดกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารเอง

พอโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อย วันทำการถัดไป เราก็เข้าไปที่โครงการ เพื่อรับกุญแจบ้านและเอกสารเกี่ยวกับการโอนฯ การจดจำนอง และอื่นๆ แล้วก็ไปที่สำนักงานนิติบุคคล รับเล่มทะเบียนบ้าน เซ็นใบเปลี่ยนมิเตอร์ไฟเป็นชื่อเรา (เดิมเป็นชื่อโครงการ) เพราะสำหรับคอนโดแล้ว ค่าไฟเราจ่ายกับทาง กฟผ.โดยตรง ส่วนค่าน้ำจ่ายที่นิติบุคคล

เมื่อมิเตอร์ไฟเป็นชื่อเราแล้ว กุญแจมีแล้ว ก็พร้อมที่จะตกแต่งห้องและลงเฟอร์นิเจอร์ จากนั้นก็ย้ายของเข้ามาอยู่ได้เลย

และอย่าลืมย้ายชื่อตัวเองเข้ามาเป็นเจ้าบ้านด้วยล่ะ เพราะเรามีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว (ถึงจะยังจำนองกับธนาคารอยู่ก็เถอะ) หยิบทะเบียนบ้านไปทำเรื่องที่สำนักงานเขตใกล้บ้านได้เลย

ที่สำคัญ อย่าลืมจ่ายตังค์ค่างวดให้ตรงเวลาทุกเดือนด้วยนะ

ส่งท้าย

  • ในหนังสือและเว็บไซต์ต่างๆ มีคำแนะนำเกี่ยวกับการซื้อบ้านมากมาย เราอ่านไว้เพื่อเป็นแนวทางแล้วมาปรับใช้กับสถานการณ์ของเรา ไม่มีวิธีการใดที่เป็นสูตรสำเร็จ
  • หลายๆ อย่างเกี่ยวกับการซื้อบ้าน ทีแรกเราจะยังไม่รู้อะไรหรอก แต่พอถึงเวลาเราจะค้นคว้าจนรู้เอง
  • หลังใช้ชีวิตอยู่บ้านนี้มาค่อนปี เรามีความสุขดี ไม่มีทุกข์ภัย รู้สึกขอบคุณตัวเองที่เลือกอย่างถี่ถ้วนแล้วตัดสินใจซื้อที่นี่
  • ยุคนี้สมัยนี้การสื่อสารออนไลน์มีบทบาทมาก เราสามารถแอดไลน์เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อแล้วส่งเอกสารบางอย่างเป็นไฟล์ .pdf ทางไลน์ได้ และหลังจากเซ็นสัญญาจะซื้อจะขายกับทางโครงการ เราก็สามารถเข้ากรุ๊ปของโครงการนี้ในเฟซบุ๊กและไลน์ได้ โดย topic ที่เพื่อนบ้านคุยกันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามช่วงเวลา เช่น ช่วงก่อนวันโอนฯ คุยเรื่องเลือกสินเชื่อ เรื่องการตรวจรับบ้าน ต่อมาก็เป็นเรื่องการตกแต่งห้อง ใครที่ทำอย่างสวยงามก็มักจะแบ่งปันให้เพื่อนบ้านได้ชื่นชม ก็อย่าได้ตกใจไปถ้าบ้านของเราไม่ได้ตกแต่งเลิศหรู เพราะเราไม่ได้มีตังค์เหลือเยอะขนาดนั้น ตอนหน้าเราจะมาเขียนว่า เราผู้ไร้เงินแต่ให้ความสำคัญกับการแต่งบ้าน แต่งบ้านอย่างไร

 

Advertisements

เมื่อฉันเข้าเมืองด้วยรถเมล์

เมื่อวานนี้เป็นวันที่ฉันย้ายมาอยู่เขตบางซื่อครบ 1 เดือนพอดี

ทุกครั้งที่ย้ายที่อยู่ ก็ต้องมีการทำความรู้จักกับถิ่นใหม่ในเรื่องของกิน ร้านรวงต่างๆ สถานที่ใกล้เคียง และที่สำคัญคือ วิธีการเดินทาง

ก่อนหน้านี้ฉันเคยอยู่สามย่าน เขตปทุมวัน การเดินทางหลักคือเดินเท้า เพราะเรียนที่นั่น ต่อมาขยับไปอยู่ไกลขึ้นนึดนึงในเขตลุมพินี ก็เริ่มใช้จักรยานเป็นพาหนะหลัก จากนั้นก็ย้ายไปอยู่เขตพระโขนงช่วงสั้นๆ ก็ยังคงใช้จักรยาน เพิ่มเติมคือรถไฟฟ้า เพราะที่พักอยู่ใกล้สถานี คือวันไหนอากาศดีก็ใช้จักรยาน บางวันก็เอาจักรยานขึ้นรถไฟฟ้าไป

หลังจากเรียนจบฉันย้ายไปอยู่ย่านรัชดา-ดินแดง ยังใช้จักรยานเป็นพาหนะหลัก ใช้รถไฟใต้ดินบ้าง และบางวันก็เอาจักรยานพับไปลงเรือคลองแสนแสบ ขอโน้ตไว้ตรงนี้ว่า สมัยเรียน เวลาเดินทางข้าวของไม่ได้เยอะมาก ทำให้ปั่นจักรยานอย่างเบาสบายตัว แต่พอทำงานฉันต้องพกโน้ตบุ๊กไปโน่นมานี่ประจำ จึงใช้แร็คและกระเป๋าจักรยานติดท้ายรถเพื่อจะได้ไม่ต้องแบกน้ำหนักเอง

ต่อมาฉันย้ายไปอยู่ย่านปิ่นเกล้า มีความจำเป็นต้องเดินทางเข้าตัวเมืองอยู่เสมอ และนี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฉันใช้จักรยานเดินทางน้อยลง

Continue reading

A 2016 year in review

  • พาแม่ไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตังค์เรา วางแผนเที่ยวเอง ลุยเอง ลองผิดลองถูก สนุกดี ตอนนั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิ แต่ไปไม่ทันซากุระ
  • ความจริงแพลนไว้ว่าจะไปโตเกียวและโอซาก้า แต่มีเหตุให้ต้องยกเลิกตั๋วแล้วขอ refund เพราะชื่อในพาสปอร์ตแม่ไม่ตรงกับในตั๋ว อย่างไรก็ตามเรายังไฟท์จองตั๋วใหม่ ไปโอกินาว่าแทน
  • ทริปโอกินาว่าเป็นครั้งแรกของหลายๆ อย่าง เช่น ครั้งแรกที่ไปญี่ปุ่น (ทั้งเราและแม่) ครั้งแรกที่ลองกินอาหารแบบ 7-course ที่บ้านของชาวญี่ปุ่น ครั้งแรกที่ปั่นจักรยานในญี่ปุ่น ฯลฯ
  • Continue reading

เมื่อฉันทำงานครบ 1 ปี

ถ้าจะนับวันที่ฉันเริ่มรับงานจริงๆ มันผ่าน 1 ปีมาหลายเดือนแล้วล่ะ ควรจะเขียนเมื่อหลายเดือนที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้เขียนซักทีผ่าน 1 ปีมาแล้วนะ จะไม่บันทึกไว้หน่อยหรือ?’ ‘แต่นี่เป็นบันทึกสำคัญเลยนะ ต้องเรียบเรียงและตกผลึกให้ดีก่อนสิความคิดเหล่านี้ต่อสู้ฟาดฟันและรบกวนจิตใจฉันอยู่ตลอดเวลา

ในที่สุดฉันก็ตกลงกับตัวเองได้เขียนเลย ไม่ต้องคิดมากแล้วเดือนนี้แหละ สิงหาคม ถึงจะไม่ใช่เดือนที่รับงานงานแรก แต่ก็เป็นเดือนแรกที่งานงอกเงยอย่างจริงจัง เป็นเดือนที่มองเห็นว่า เออ เราอยู่ได้ด้วยงานงานนี้ว่ะ

Continue reading

เครื่องบินสีแดง

ฉันอยู่ในชั้นบรรยากาศเหนือก้อนเมฆ ในห้องโดยสารขนาดกะทัดรัดของเครื่องบินสีแดง ถูกตรึงไว้ภายใต้เข็มขัดบนเก้าอี้ตัวเล็ก รู้สึกถึงพื้นที่ส่วนตัวอันจำกัดจำเขี่ย เช่นเดียวกับผู้คนอีกนับร้อยรอบตัวที่ต่างก็นั่งในที่ของตัวเอง รักษาระเบียบในห้องโดยสารอย่างเคร่งครัดตามที่สาวเสียงหวานได้กำชับ

ความเป็นระเบียบที่เห็นนี้เป็นเพียงเปลือกนอกที่สาวเสียงหวานมองเห็น ซึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับความปลอดภัยของการเดินทาง อันที่จริง ที่นี่ช่างว้าวุ่นและสับสนสิ้นดี ลองคิดดู… คนเป็นร้อยที่ตื่นอยู่ แต่ละคนจะทำกิจกรรมอะไรได้นอกจาก ‘คิด’ ส่วนคนที่หลับก็อาจจะฝัน แม้ในทางกายภาพทุกคนจะมุ่งหน้าไปยังทิศใต้พร้อมๆ กัน แต่ร้อยความคิดคงเดินทางอย่างสะเปะสะปะ โยงใยไปคนละทิศละทาง อาจวกวน หรือลอยคว้างอย่างไร้ทิศทาง

Continue reading